Diary

 

 

         

 

 

         เมื่อวันเย็นวันพุทธที่ 5/11/51 ผมติดรถของพี่ที่ทำงานไปชลบุรีตั้งใจว่าเช้าวันรุ่งขึ้นจะไปฟังธรรมที่สวนสันติธรรม  พี่เขาถามว่าแล้วจะไปนอนที่ไหน ผมบอกยังไม่แน่ใจแต่ตั้งใจว่าจะขอเข้าพักที่วัดป่าหนองเลง(อยู่ไกล้ๆสวนสันติธรรม)  พี่เขาสงสารเลยอาสาพาไปส่งที่วัดป่าหนองเลง   กว่าจะไปถึงก็เกือบหกโมงเย็น  พี่เขายังใจดีอยู่รอเผื่อไม่มีที่พักจะได้ส่งไปนอนที่วัดอื่น ผมจึงเข้าไปแจ้งความประสงค์ว่าอยากจะขอพักที่นี่สักหนึ่งคืน พรุ่งนี้ผมจะเข้าไปฟังธรรมที่สวนสันติธรรม พระท่านก็ใจดี อนุญาต โดยให้นอนที่ศาลาปฏิบัติธรรม ซึ่งมีห้องน้ำ,ห้องอาบน้ำ ที่สะอาดแยกชาย-หญิง  และศาลาปฎิบัติธรรมก็กว้างขวาง สะอาด ติดมุ้งลวด และมีพัดลมให้  พอผมไปถึงศาลา ปรากฎว่ามีผู้มาขอพักอยู่ก่อนแล้วสามคน เป็นแม่ชีหนึ่งคน เป็น ผู้หญิงแม่ลูกอีกสองคน ผมเลยแยกไปนอนอีกฟากของศาลา  จากการสอบถามคณะที่มาก่อนทั้งสามคน ปรากฏว่าเขาลางานมาปฏิบัติธรรม โดยมาขอพักที่วัดนี้เป็นเวลา 3 วัน ซึ่งช่วงเช้าจะไปฟังธรรมที่สวนสันติธรรม จากนั้นตอนบ่ายก็จะกลับมา ปฎิบัติธรรมที่วัด(ในศาลา) ตามอัธยาศัย  เขาเลยชวนผมนั่งรถไปด้วยกันพรุ่งนี้เช้า(ตอนแรกผมคิดว่าจะต้องเดินไปซะแล้ว ถ้าเดินไปก็ประมาณ 2-3 กิโล ถือว่าโชคดีที่ไม่ต้องเดิน) 

           ก่อนนอนผมนั่งสมาธิและเดินจงกรม แต่ด้วยความเพลียและความง่วงทำให้ไม่เกิดความสงบสักเท่าไหร่ ออกจะไปทางฟุ้งซ่านเป็นส่วนมาก   ดึกมากแล้วจึงเข้านอน  นอนหลับๆตื่นๆ(เป็นปกติของผมอยู่แล้ว) เห็นแม่ชีลุกขึ้นมาเดินจงกรม ท่านช่างขยันจริงๆ  ตื่นนอนอีกทีก็ตีสี่  ไปอาบน้ำ และ เตรียมตัวออกเดินทางไปสวนสันติธรรม 

          ไปถึงตั้งแต่เช้าประตูวัดยังไม่เปิด ขนาดผมว่าคณะของเราไปถึงตั้งแต่เช้า แต่ก็มีรถไปรออยู่ก่อนแล้ว สาม ถึง สี่คัน รอไม่ถึงห้านาทีประตูวัดก็เปิด เข้าไปจับจองที่นั่ง วันนี้ได้นั่งแถวที่สาม ตรงกับหลวงพ่อพอดี

          ปกติถ้านั่งอยู่หน้าหลวงพ่อจะรู้สึกเกร็งๆ(ก็ท่านเล่นรู้วาระจิตเราได้ เป็นใครก็เกร็ง พอเกร็งก็จะเพ่งจิตอยู่ตลอดเวลา จนท่านต้องเตือนอยู่บ่อยๆ) แต่อาจจะเป็นเพราะวันนี้รู้สึกเพลียๆและง่วงๆ ก็เลยไม่เพ่ง แต่กลับเป็นเผลอ และฟุ้งซ่านแทน  พอสติจับความรู้สึกฟุ้งได้มันก็เลยไปเพ่ง เป็นอย่างนี้ตลอด แต่ก็ดูไปเรื่อยๆ ไม่พยายามเข้าแก้ไข  ฟังเทศน์ตั้งแต่ 7.30 น. จนถึงแปดโมง ท่านก็ให้ไปกินข้าว ตอนที่กำลังตักอาหาร ไอ้คนที่อยู่ข้างหน้า แหม! แทนที่จะรีบตักๆกินๆไป โอยเขาทำยังกับอยู่ในงานเลี้ยงอาหารแบบบุฟเฟ พิจารณาอยู่นั่นแหละว่าจะกินอะไรดีค่อยๆเลือกค่อยๆตัก ส่องแล้วส่องอีก  ไอ้จิตเจ้ากรรมของเราก็เลยพาลโมโหหงุดหงิด รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที แต่ด้วยความที่เราฝึกสติอยู่เนืองๆ เขาจำสภาวะโกรธได้ดี พอรู้สึกโกรธปุ๊บเขาก็วิ่งมาดูความโกรธ สักพักความโกรธก็สลายตัวไป(แน่แหละหนา อนิจจัง ทุกขัง  อนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) พอทานข้าวเสร็จ ก็จะรีบไปล้างจาน ปรากฎว่ามีคนยืนคุยกันขวางทางอยู่ จิตมันก็ไปโมโหเขาอีก สติก็ต้องออกโรงมาทำหน้าที่ของเขาอีกครั้ง  ล้างจานเสร็จแล้วก็รีบเข้าไปที่ศาลา เพราะไกล้จะถึงเวลาที่หลวงพ่อจะแสดงธรรมแล้ว

          ช่วงสายจะเป็นช่วงส่งการบ้านเสียเป็นส่วนมาก ตอนแรกผมว่าจะไม่ส่งการบ้านแต่ในที่สุดก็ตัดสินใจส่งดีกว่าจะได้รู้ว่าที่ทำมา เดินทางมาถูกหรือเดินทางมาผิด

พอถึงคิวผมส่งการบ้านผม ก็บอกท่านว่า

"วันนี้ผม ฟุ้งไปเผลอไปเพ่งไปและง่วงนอนด้วยครับ"

ท่านก็บอกว่าดีแล้วที่รู้สภาวะ  และผมก็เลยถามท่านต่อว่า

"ช่วงอาทิตย์นี้ผมเห็นว่าร่างกายไม่ใช่เรา อยู่สองสามครั้ง โดยครั้งสุดท้ายคือเมื่อวานตอนเย็น(ตอนอยู่วัดป่าหนองเลง) แต่ครั้งสุดท้ายมันเห็นได้ครึ่งเดียวสติมันก็วิ่งมาจับ พอสติวิ่งมาจับปุ๊บมันก็หยุดค้างอยู่อย่างนั้น ไม่ทราบว่าสิ่งที่เป็นผมเห็นอย่างนั้นจริงๆหรือถูกกิเลสหลอกลวงครับ"

หลวงพ่อท่านนิ่งไปนิดหนึ่งแล้วเมตตาตอบว่า 

"จริงนั่นแหละ แต่ มันรู้แล้วทำได้แค่นั้น ก็รู้ได้แค่นัน พอสติมันจำสภาวะได้แม่น บางทีมันคิดนำ พอขยับมาตรงนี้แล้วมันคิดนำว่า ประเดี๋ยวมันจะขยับมาตรงนี้ มันเลยเสื่อมไป ทำใจเย็นๆนะ รู้ไป รู้บ้างเผลอบ้างก็ไม่เป็นไรนะ"

        ตอนบ่ายโทรไปหาตา Q...( Invisibleman.exteen.com) แต่ตาคิวไม่รับสาย พอตกเย็นตา Q... โทรมาเลยเล่าให้ฟัง ตา Q... เขาก็บอกว่าอาทิตย์นี้เขาก็เห็นอย่างนี้เหมือนกัน แต่พอเห็นแล้วเขารู้สึกกลัว มันก็เลยหายไป และก็คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ กันนานพอสมควร (แลกเปลี่ยนความรู้กัน)

 

         วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ (9/11/51) ผมตั้งใจว่าจะไปสวนสันติธรรมอีกครั้ง ครั้งนี้พาเพื่อนๆที่ยังไม่เคยไป  ไปกราบและฟังธรรมจากหลวงพ่อปราโมย์ ปาโมชฺโช

 

วันนี้ขอยุติการบันทึกเอาไว้แค่นี้ก่อน หากสิ่งใดที่ได้บันทึกไป เกิดความผิดพลาด ไม่ว่าประการใดก็ตาม ผมขอรับสิ่งนั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว เนื่องด้วยผู้ผมอาจจะรู้น้อยด้อยปัญญาเลยทำให้เกิดความผิดพลาดนั้นๆ ขออย่าพาพิงถึงครูบาอาจารย์และท่านอื่นๆที่ได้เอ่ยนามมาแล้วเลย

 

ขอให้ธรรมคุ้มครองรักษาทุกท่านเทอญ

 

 

 

edit @ 7 Nov 2008 09:06:20 by Nirvana

 

   

ภาพประกอบนำมาจาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nokkayang&group=1&month=11-2006&date=14

 

วันศุกร์ที่ 3/10/2551

           วันนี้ตื่นตั้งแต่ตีสามรีบไปอาบน้ำ กว่าจะอาบน้ำเสร็จก็ตีสามกว่าๆ ขับรถออกไปรับเพื่อนที่ทำงาน กว่าจะไปถึงบริษัทก็ตีสี่กว่าๆ ที่ต้องออกจากบ้านแต่เช้าก็เพราะว่าจะไปฟังธรรมที่สวนสันติธรรมกันนั่นเอง

           ผมรับหน้าที่เป็นคนขับรถ ซึ่งวันนี้ฝนตกเป็นช่วงๆ อากาศเย็นสบายดีไม่ง่วงนอน แวะเซเว่นซื้อนมและขนมไปถวายพระ  ไปถึงสวนสันติธรรมก็ประมาณ 6.30 น. กะว่าจะได้ที่นั่งแถวหน้าๆ แต่ว่าการไฟฟ้าเขาพาพนักงานมาปฏิบัติธรรม เขาจองแถวหน้าๆหมดแล้วเลยได้นั่งประมาณแถวที่ 8 หยิบบัตรหมายเลขได้เลขที่ 100 (เนื่องจากคนไปเยอะมากเขาจึงให้ติดหมายเลขเอาไว้เวลายกมือถามปัญหาหลวงพ่อจะได้เรียกถูก)

           วันนี้ฟังธรรมไปด้วยดูจิตไปด้วยเห็นสภาวะต่างๆได้ดีมาก จิตหลุดจากการเพ่ง และตามรู้อารมณ์ได้ดี   กลับจากวัด ได้กำลังใจ ได้กำลังจิต จากหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช เพื่อที่จะก้าวข้ามชาติ ชรา มรณะ  วันนี้ไม่อยากเขียนอะไรมากบางอย่างมันเป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน บางทีเขียนไปก็เหมือนคนบ้า อันที่จริงทุกวันนี้ก็บ้าอยู่แล้ว

 

ปล.  ตั้งใจว่าจะไปสวนสันติธรรมอีกทีในวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2551 เพราะจะไปร่วมทำบุญกฐินของสวนสันติธรรม

 

edit @ 4 Oct 2008 09:44:12 by Nirvana

 

 

  

       ภาพประกอบนำมาจาก http://www.geocities.com/sangpare/Untitled-31.htm

 

 

     ไม่ได้ Up Blog ก็นานมากแล้ว  อันที่จริงก็ไม่รู้จะเอาเรื่องอะไรมาเขียน เพราะตั้งใจไว้ว่าถ้ามีผลจากการดูจิตที่น่าสนใจถึงจะนำมาบันทึกเอาไว้  ทุกวันก็ดูจิตไปเรื่อยๆหลงบ้างเผลอบ้างเพ่งไปบ้างก็เป็นปกติของคนที่ดูจิตซึ่งยังไม่ชำนาญ การหลงเผลอไปในช่วงนี้จะหลงนานกว่าเมื่อเดือนก่อน สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะเมื่อเดือนก่อนเพ่งมากไปหน่อย พอลดเพ่งดันไปเพิ่มความเผลอนานขึ้นมาอีก เรียกว่าตอนนี้ยังหาความเป็นกลางยังไม่พบ  แต่จิตก็จับอารมณ์ต่างๆได้ไวขึ้นโดยเฉพาะความโกรธ ความไม่พอใจ ความขัดเคืองใจ อันนี้แม้เกิดขึ้นมาเล็กน้อยจิตก็จะเห็นอารมณ์นั้นๆได้ทันที 

     ถึงแม้จะเผลอไปนานหน่อยแต่ก็ลดความเพ่งลงได้ ซึ่งก็มีผลดีคือทำให้ไม่เครียดกับการดูจิต เพราะหากเพ่งมากๆมันจะรู้สึกหนักๆ ทื่อๆ และเห็นกิเลศ หรือ อารมณ์ต่างๆได้ไม่ดีเท่าที่ควร เนื่องจากการเพ่งจะทำให้จิตนิ่งๆ อารมณ์และความรู้สึกต่างๆถูกกดข่ม ทำให้ไม่สามารถเห็นการเกิดดับได้ตามความเป็นจริง

     ช่วงนี้ก็ดูจิตเป็นพื้นฐาน และ ไม่รู้ว่านึกครึ้มอกครึ้มใจอะไร เที่ยวไปหาภาพอสุภะมาดู ช่วงแรกๆที่ดูก็รู้สึกคลื่นไส้ ขยะแขยง พอสมควร  โดยเฉพาะภาพอุบัติเหตุที่มีมันสมองไหลออกมากองกับพื้น  หรือภาพที่แขนขาดขาขาด   พอดูไปบ่อยๆก็เริ่มทนได้  และมีเรื่องขำๆมาเล่าให้ฟัง วันแรกๆที่นำภาพศพคนตาย และ อุบัติเหตุต่างๆมาดู  พอตกกลางคืนมันเก็บเอาไปฝัน แต่จำไม่ได้ว่าฝันว่าอะไร รู้แค่ว่าน่ากลัวมากๆ กลัวจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา พอรู้สึกตัวว่าฝันไปก็ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังหวาดๆอยู่บ้าง พอตั้งสติได้สักพักความกลัวหายไปจึงนอนต่อจนถึงเช้า  พอมาถึงที่ทำงานก็รีบเปิดคอมพิวเตอร์ดูภาพอสุภะต่อ  ดูสิว่าคืนต่อไปมันจะมาหลอกหลอนอีกหรือเปล่า  ปรากฎว่าคืนต่อมา ไม่ฝันแล้ว นอนหลับสบาย แต่ช่วงกลางวันพอหลับตามักจะเห็นเป็นภาพศพ ที่น่ากลัวๆลอยมาอยู่เรื่อยๆจนบางทีกินข้าวไม่ค่อยลง(แต่ก็เห็นหมดจานทุกที) ถ้าถามว่ากลัวไหมตอบได้เลยว่าไม่กลัวแถมรู้สึกดีอีกต่างหาก อยากให้มันลอยมาให้เห็นเรื่อยๆ เพราะพอเห็นมันลอยมาทีไรก็ได้ธรรมะมาสอนตัวเองทุกครั้งว่า ร่างกายไม่สวยไม่งาม มีเพียงหนังกำพร้าบางๆมาห่อหุ้มสิ่งน่าเกลียดน่ากลัวเอาไว้ และ ทุกสิ่งทุกอย่างมีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป อย่าหลงระเริงในกามให้มากนักเลย 

     แต่ถึงแม้จะมีภาพติดตาของศพที่บางทีก็เห็นแต่ซี่โครง มีเลือด มีเนื้อสีแดง หรือ ภาพชิ้นส่วนอวัยวะต่างๆเช่น แขน หรือขา ที่ขาดออกจากร่างกายมาปรากฎให้เห็น ถึงแม้พยายามจะพิจาณาความไม่สวยไม่งามของร่างกาย แต่จิตยังไม่เข้าใจถ่องแท้ถึงความน่าเกลียดน่ากลัวของร่างกาย จิตยังยึดถืออยู่ว่าร่างกายเป็นของสวยของงามน่าดู(แถมมันยังบอกอีกว่าไอ้ที่ไม่น่าดูก็อย่าไปดูมันสิ) สังเกตุจากการดูจิตทำให้พบว่า เหมือนมันขาดอะไรไปสักอย่างทำให้ไม่สามารถเห็นตามความเป็นจริงของธรรมชาติได้  กิเลศ ตัณหา ราคะ ยังคงอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่สามารถนำ ภาพ อสุภะที่เห็นมาระงับความฟุ้งซ่านในทางกามได้เป็นบางขณะ ซึ่งคงต้องตามรู้ตามดู จิตไปเรื่อยๆ ดูอารมณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป จนกว่าจะเข้าใจใน อริยสัจ4 ซึ่งเป็นหลักธรรมสูงที่พระพุทธเจ้าท่านได้ประกาศเอาไว้   มาเถิดท่านทั้งหลายรีบๆเดินทางกันเสียเถิด อย่ามัวเสียเวลาอีกเลย

หนทางยังมีอยู่ ผู้เดินทางยังไม่ขาดสาย ลงมือเสียแต่วันนี้
ก่อนที่กระแสลมแห่งกาลเวลา จะพัดพารอยพระบาทของท่านหายไป
เพราะถึงเวลานั้น พวกเราก็จะต้องระหกระเหินไร้ทิศทาง ไปอีกนานแสนนาน

 

ถ้าท่านใดที่สนใจจะดูภาพอสุภะ ก็สามารถเข้าดูได้ที่

http://www.powow.com/whatami/death/death.html

http://www.geocities.com/pic_asupa/

หรือแม้แต่ที่ Exteen ก็มีนะครับ เข้าดูได้ที่ http://bannpeeploy.exteen.com/20080105/entry

 

ปล. หากดูแล้วเห็นเป็นภาพติดตา ไม่ต้องตกใจนะครับ นั่นเป็นของดี ให้พิจารณาต่อไปเรื่อยๆ ไม่แน่ ท่านอาจจะได้ธรรมจากศพก็เป็นได้

 

edit @ 24 Sep 2008 09:50:26 by Nirvana