Custom Search

บันทึกการเดินทาง สู่ดินแดนที่ไปแล้วไม่กลับ(03/07/2551)

 

 

 

รูปภาพนำมาจาก http://community.buddhayan.com/index.php?topic=722.msg3014

 

          ตอนแรกว่าจะพักการเขียนบันทึกไว้ก่อน เพราะกลัวว่าบางอย่างที่เขียนไปอาจจะไม่เหมาะสม เพราะสิ่งที่เขียนบันทึกก็เขียนตามสิ่งที่ได้ประสบมา ซึ่งบางอย่างก็ไม่มีคำอธิบาย หรือถ้าอธิบายสภาวะต่างๆอาจจะอธิบายได้ไม่ถูกต้องอันเนื่องมาจากผู้บันทึกมีความรู้น้อยด้อยปัญญา   แต่มีพี่ซึ่งเป็นญาติธรรมท่านหนึ่งได้ขอร้องให้บันทึกการปฎิบัติธรรมเอาไว้บ้างซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันธรรมะซึ่งกันและกัน เอาเป็นว่าบันทึกเอาไว้อ่านเล่นๆเป็นนิทานก็แล้วกันครับ

 

        เมื่อวันที่ 27/06/2551 ผมไปทำธุระที่จังหวัดชลบุรี ผมเลยถือโอกาสไปกราบหลวงพ่อปราโมทย์ที่สวนสันติธรรมในช่วงเช้า ธุระค่อยไปทำเอาช่วงบ่าย ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามที่ได้ไปกราบท่าน  และวันนี้ตั้งใจจะมาส่งการบ้านด้วย (ส่งการบ้านคือเมื่อปฎิบัติแล้วเป็นอย่างไรบ้าง) ตอนเช้าที่นั่งฟังธรรมจิตจะตื่นตัวตลอดเวลา เพราะกลัวท่าน เนื่องจากนั่งอยู่แถวหน้าๆ  จนบางทีเผลอไปเพ่งจ้อง จนท่านต้องเตือน พอท่านเตือนก็พยายามที่จะไม่เพ่ง แต่ยิ่งพยายามยิ่งเพ่ง จนท่านต้องให้คนที่นั่งข้างๆผมมาสะกิด  หลังจากพระท่านฉันเช้าเสร็จ หลวงพ่อปราโมทย์ก็เริ่มสอนการดูจิตตอนเกือบๆจะ 9 โมง วันนั้นมีคนไปเยอะเลยต้องแย่งกันยกมือเพื่อส่งการบ้าน พอไมโครโฟน ส่งมาถึงผมแหมมันใจเต้นตุ๊บตั๊บ กลัวท่านก็กลัว ตอนแรกก็มอบกายถวายตัวเป็นศิษย์ของท่าน แล้วก็เล่าผลการปฎิบัติให้ท่านฟังว่า  "เนื่องจากผมเป็นคนที่มีความรู้สึกทางกามราคะสูงมาก เกือบทุกวันตอนเย็นผมจะนอนดูจิตที่มีกามราคะเกิดขึ้น ดูมันไปเรื่อยๆจนเห็นมันดับลง และ ดูต่อไปอีกก็เห็นต่อไปว่ากามกิเลศไม่ได้หายไปใหนมันไปนอนนิ่งอยู่ที่ก้นบึ้งของหัวใจ เป็นสภาวะยิบๆยับๆ ซึ่งเป็นสภาวะที่ยังไม่ได้ปรุงเป็นความรู้สึก แต่หากมีสิ่งเร้ามากระตุ้นมันก็พร้อมที่จะเติบโตเป็นราคะต่อไป"  ท่านก็เมตตาสั่งสอนวิธีการปฏิบัติให้ และชมว่าภานาได้ดี สิ่งที่เห็นยิบยับๆนั้นเป็นอนุสัยของกิเลศ  พอท่านชมเท่านั้นแหละ กิเลศตัวที่ยึดถือตัวยึดถือตนมันก็โผล่ มันบอกว่าข้าดี ข้าเก่ง ตอนนั้นสติก็เกิด เห็นความคิดว่ามันคิดว่าตัวมันดีกว่าคนอื่น ก็เลยดูไปเรื่อยๆจนมันดับ จึงเห็นเลยว่าความมีตัวตนของตัวเองยังแรงกล้าอยู่  ทุกวันที่ดูจิตยังดูไม่ค่อยเห็นการยึดถือตัวยึดถือตนสักเท่าไหร่ อันที่จริงมันก็มีอยู่ตลอดนั่นแหละ แต่ดูไม่ทันเอง ก็นึกดีใจอยู่เหมือนกันที่วันนี้มันออกมาให้เราเห็นได้ทัน เพราะถ้าเราเห็นมันสักครั้งแล้ว ครั้งต่อๆไปพอมันเกิดขึ้นอีกก็จะเห็นได้ง่ายเพราะสติจะเกิดได้ก็เนื่องด้วย การจำสภาวะต่างๆที่เกิดได้แม่น(ที่เรียกว่าถิระสัญญา) เมื่อการยึดถือตัวตนมันโผล่มาให้เห็นจิตจำมันได้ ครั้งหน้าหากมันเกิดสภาวะแบบนี้อีกสติก็จะเกิดได้เอง ช่วงที่ฟังเทศตั้งแต่เช้าจนถึง 10 โมง สติเกิดบ่อยมาก  แต่ที่หลวงพ่อท่านเน้นก็คือ การเห็นสภาวะต่างๆแบบซื่อๆ(ไม่เพ่งจ้อง)  ซึ่งผมก็เกิดความสงสัยว่าการเห็นแบบซื่อๆมันเห็นยังไงกันแน่ สงสัยว่าสภาวะที่ตัวเองเห็นมันเป็นแบบซื่อๆหรือเปล่า แต่ก็ไม่ได้ถามท่านได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้

 

         ตอนบ่ายแวะไปทำธุระที่ตัวเมืองชลบุรีกว่าจะกลับถึงบ้านที่อยู่จันทบุรีก็เกือบ 18.00 น. วันนี้เหนื่อยมากแต่ก่อนนอนก็นั่งสมาธิ พอเริ่มง่วงจึงเอนตัวลงนอน  พอถึงตี 3 กว่าๆก็ตื่นขึ้นมา รู้สึกไม่ง่วงเลยไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าแล้วมานั่งสมาธิ และ ฟัง CD ของหลวงพ่อปราโมทย์ แผ่นที่ 22 นั่งไปได้สักพักรู้สึกว่าวันนี้มีสมาธิดี เกิดอาการของปีติ เช่น ตัวพองใหญ่ ตัวเล็กลง แต่ก็ไม่ได้สนใจก็นั่งไปสักพัก พอจิตเริ่มคลายจากสมาธิก็เริ่มง่วง ตอนแรกตั้งใจว่าจะเอนตัวลงนอน แต่ก็นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อทีบอกว่าถ้ามันอยากนั่งให้มันนั่ง ถ้ามันอยากเดินให้มันเดิน  แต่ถ้ามันอยากนอนให้นั่งหรือเดิน ผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนอิริยาบถให้หายง่วงแล้วมานั่งสมาธิต่อ พอนั่งไปจนตีสี่กว่าๆเริ่มขี้เกียจแล้วจึงเอนตัวลงนอน(ตอนนั้นยังเปิด CD อยู่) ก็นอนฟัง CD และดูจิตไปด้วยไม่นานก็เผลอหลับไป  และอยู่ดีๆสติก็เกิดเองตอนหลับ เกิดความรู้สึกตัวโพลงขึ้นมาซึ่งขณะที่รู้สึกตัว มันเห็นว่าตอนที่เราหลับจิตมันฟุ้งกระจายเหมือนหมอกควัน พอรู้สึกตัวมันเหมือนเราพลิกหน้ามือเป็นหลังมือความฟุ้งซ่านหายไป เหลือแต่ความรู้สึกตัวแบบไม่เพ่งจ้อง  สักพักมันก็หลับไป และรู้สึกตัวสลับกันไป จนเช้า อาการมันเหมือนเราเปิดปิดไฟ ตอนเผลอก็เหมือนปิดไฟ ตอนมีสติก็เหมือนเราเปิดไฟ  ตอนที่สติเกิดมันรับรู้ด้วยว่ามีเสียงมากระทบหู แต่มันไม่แปลความหมาย มันรู้แค่ว่ามีเสียงมากระทบหูเท่านั้น

       รุ่งเช้าตื่นด้วยความรู้สึกสดชื่นเหมือนได้พักผ่อนมาทั้งคืน มานั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นจึงถึงบางอ้อ ร้องอ๋อออกมาทันทีว่า การเห็นแบบซื่อๆ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง 

 

        ข้อความต่อไปไม่แน่ใจว่าควรจะบันทึกไว้หรือเปล่ากลัวจะไม่เหมาะสม แต่ใหนๆก็เล่ามาแล้วก็ควรเล่าต่อ ถ้าไม่เหมาะสมประการใดก็ขออภัยไว้ ณ. ที่นี้ก็แล้วกันครับ  ขอเล่าไว้เป็นข้อคิดเตือนใจตัวเองและท่านทั้งหลายก็แล้วกัน

       

         เนื่องจากผมก็ยังเป็นปุถุชนคนธรรมดาที่มีครอบครัวแล้ว จึงยังมีการเสพกามตามประสาของชาวโลกอยู่ พอเสพกามเท่านั้นแหละครับ ที่เคยภาวนาดีๆ ก็เสื่อม จิตตกไปหลายวัน เห็นสภาวะต่างๆไม่ชัด สติไม่ค่อยเกิด ง่วงนอนมาก ทำสมาธิไม่ได้ จนผ่านไปสามถึงสี่วันค่อยดีขึ้น  ทำให้เห็นโทษของกาม  ว่าเป็นศัตรูกับการเจริญสติอย่างมาก  แต่ก็ต้องยอมรับตามตรงว่ายังตัดไม่ขาด  ทำให้นึกถึงคำพระท่านว่า

"หลุมนิดเดียวก้าวไม่ข้าม  ตอแค่กำตัดไม่ขาด"

ขอยุติการบันทึกสำหรับวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อนครับ

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ฝึกต่อไปค่ะ อิอิ

เด๋วก็ก้าวข้ามเองมั้งคะหลุมน่ะ ไม่มีอะไรยากเกินความพยายาม รออีกซักหน่อย หรือถ้าไม่ได้ก็ต้องแก่ชรา อะไรประมาณนี้ ฮ่า ๆ

ไปละค่ะ sad smile

รักษาสุขภาพ

#1 By tungmay on 2008-07-03 20:55

เพิ่งรู้จักกับคำว่าการดูจิตไม่นาน ตอนนี้เป็นเด็กน้อยเตาะแตะฝึกดูอยู่ค่ะ หลงบ้าง เผลอบ้าง แต่ก็จะพยายามต่อไปเพราะรู้ว่าสิ่งที่พบนี้น่าจะเป็นทางที่ตามหามาแสนนาน เมื่อก่อนเดินหลงทางอยู่ตั้งนาน sad smile confused smile

#2 By kaew on 2008-07-03 21:37

อนุโมทนา ในความก้าวหน้าด้วยคนครับ confused smile

#3 By gomora on 2008-07-03 22:18

ขนาดพลอยจ๋าไม่เสพเมถุนเป็นปีๆ ยังไม่ก้าวหน้าเลยคะพี่ ความจริงการเฝ้าระวังจิตนี้มันทำได้ทุกขณะจิต ไม่ว่าจะเรียน อ่านหนังสือหรือทำกิจกรรม แต่รู้สึกเหมือน..เราเป็นลูกศิษย์ที่ถ่อยๆ รู้ทุกอย่างแต่ไม่ทำละเลยไปซะอย่างนั้น 24 ชม. จิตเตลิดตามทวารทั้ง 6 ไป 16ชม. จิตตกภวังค์(หลับ)ไปซะ 6 ชม. เหลือแค่ 2 ชม. ต่อวันที่ตามระลึกรู้ได้เพราะกำหนดปิดทวารทั้ง 6 ...เฮ้อ เหนื่อย เหมือนต้องเริ่มต้นใหม่ๆ ทุกวันๆ นับหนึ่งใหม่ทุกวัน จัดจิตดีแล้วก็กระเจิงอีกๆ หรือว่าพลอยจ๋าจะเป็นศิษย์ที่ห่วยแตกจริงๆค่ะ..

หรือเพศที่เหมาะแก่การปฎิบัติธรรมที่สุด จะคือบรรพชิต เท่านั้นหนอ..

angry smile angry smile angry smile

#4 By พี่พลอยจ๋า on 2008-07-04 00:56

แวะมาบอกว่าวันนี้ได้รับหนังสือแล้วนะคะ ขอบคุณมากมายสำหรับ CD ที่เพิ่มมาให้ มีน้องๆ ที่ทำงานสนใจว่าจะแจกๆ กัน ขออนุโมทนาบุญในครั้งนี้ด้วยนะคะ big smile

อ้อ เมื่อวานลืมบอกไป sad smile ถ้าอยากก้าวข้ามหลุมที่เห็นอยู่ว่ามีเพียงนิดเดียวก็ชวนศรีภรรยามาปฏิบัติธรรมด้วยกันซิคะจะได้พากันกระโดดข้ามหลุมได้ หรืออย่างน้อยวันไหนพลาดตกลงไปอีกจะได้มีคนช่วยกันพยุง/ดันกันขึ้นมา confused smile (ไม่รู้ว่าคิดแบบนี้ถูกหรือเปล่านะ)question big smile

#5 By kaew on 2008-07-04 16:39

ถึงคุณตังเม ขอบคุณนครับสำหรับคำแนะนำ
ช่วงนี้ฝนตกบ่อยรักษาสุขภาพเช่นกันครับbig smile


ถึงคุณแก้ว ขอบคุณสำหรับคำแนะนำเช่นกัน และขออนุโมทนากับคุณแก้วด้วยที่ได้แบ่งปันธรรมะให้เพื่อนร่วมงานbig smile


ถึงคุณ gomora ขอบคุณครับ แต่ผมยังไม่เห็นว่าตัวเองก้าวหน้าอะไรมากมายเลย ยังมีความเป็นตัวเป็นตนอยู่มาก คงยังต้องเดินเส้นทางนี้อีกไกลครับ


ถึงคุณพลอยจ๋า ทำไปเรื่อยๆสักวันคุณพลอยจ๋าคงถึงฝั่งในไม่ช้า ไม่ว่าจะเป็นบรรพชิตหรือฆารวาส ก็ปฎิบัติธรรมได้ครับ เหมาะสมกันคนละแบบ คิดเสียว่า มารไม่มีบารมีไม่เกิดก็แล้วกันครับ แต่ถ้าปฎิบัติเพื่อบรรลุธรรมขั้นสูงสุด การอยู่ในเพศบรรพชิตจะเหมาะสมที่สุดbig smile

#6 By Nirvana on 2008-07-05 07:57

มาแจ้งว่า ได้รับหนังสือแล้วค่ะ มาเหน็บซีดีให้มาด้วย แม่เห็นแล้วก็อยากอ่าน อยากเอาไปให้เพื่อนอาจารย์ที่คณะอ่านด้วยเหมือนกัน ขอบพระคุณมากๆค่ะที่ส่งหนังสือเล่มนี้มาให้อีกหลายๆคนได้ศึกษาได้เรียนรู้ ขอให้เจริญในธรรมค่ะ

ตอนนี้ก็ยังฝึกดูจิตต่อไปค่ะ ไม่แน่ใจว่าถูกทางหรือไม่ แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองมีสติมากกว่าเมื่อก่อนแล้ว แต่ก็มีสงสัยตัวเองอยู่ว่าหลังจากนั่งสมาธิเสร็จแล้วก็ง่วงทุกที ทั้งๆที่ตอนนั่งสมาธิก็ไม่ได้รู้สึกง่วงเลยนะเนี่ย หรือว่าเราขี้เซาไปเองsad smile

#7 By kororo on 2008-07-07 23:39

big smile ราคะ สมัยนี้ยิ่งโดนกระตุ้นได้ง่ายๆเสียด้วยสิคะ

#8 By rusleeping on 2008-07-17 13:25

มาขอบคุณนะคะ ได้รับหนังสือนานแล้วแต่ไม่ได้แวะเข้ามาค่ะ big smile

การฝึกจิตทำให้เกิดสมาธิจริงๆ ค่ะ แต่ช่วงหลังนี้ไม่ค่อยได้ทำเลย

โดยส่วนตัวคิดว่า หากเราชาวพุทธรู้จักแบ่งแยกนะคะ เราก็สามารถจะทำได้ดีทั้งเรื่องทางโลกและเรื่องทางธรรม
ทุกอย่างอยู่ที่สมาธิจริงๆ surprised smile

สวัสดีวันพระค่ะ ขอให้มีความสุขกายสุขใจเช่นกันค่ะ big smile

#9 By ~ N ~ on 2008-07-17 14:06

มีวิธีดูคนเข้ามาอ่านที่บ้านของเราด้วยเหรอครับเนี่ย

สอนหน่อยสิครับopen-mounthed smile
อนุโมทนาด้วยนะคับพี่ชาย

พึ่งจะได้มีเวลาออกมาอ่าน 5555

แต่ละวันก็คอยดูจิตดูใจ

วัน สองวันที่ผ่านมา รู้ตัวได้บ่อยขึ้น

และเข้าใจแล้วว่า การดูอย่างเป็นกลางเป็นอย่างไร

แต่ ก็อย่างที่ว่าคับ เป็นกลางนี้ ยังเป็นสิ่งที่ไม่แน่ ไม่เที่ยง

เดียวเค้าก็กลับไปเหมือนเดิม เปลี่ยนไปทุกวัน

ไม่เคยมีวันไหนพอดีได้เลย

เดียววันนี้ดี พรุ่งนี้ไม่ดี

เห็นแล้วว่า เค้าบังคับไม่ได้

เวลาเกิดสติ จะเกิดตอนที่เห็นว่าเค้าหนีไปคิด

เห็นบ่อยดี แต่บางวันก็ ไม่เห็น ....

ตอนนี้เริ่มเข้าใจ ทีละนิด แต่ เนื่องจากปัญญายังไม่มากพอ

ต้องเห็นทุกข์อีกมาก กว่าจิตใจจะเข้าใจ ว่านี่คือทุกข์ที่แท้จริง

สังเกตได้ว่า จิตใจ ไม่เคยเห็นเลยว่ากายนี้เป็นทุก จิตใจนี้เป็นทุกข์

อย่างที่พระอาจารย์ได้บอกไว้จริงๆ

เห็นแต่ว่า สุขมาก สุขน้อย ซะงั้น 5555confused smile

ดูไปเรื่อยๆ ผมคิดว่า ถ้าเราฝึกรู้ฝึกดู

เค้าไปเรื่อยๆ สักวัน เข้าจะตัดสินใจได้เอง

หน้าที่ของเรา คือรู้ อย่างธรรมดา ไม่แซกแซง อันนี้ก็พึงเข้าใจ

เมื่อไม่นานมานี้เอง

จากการปฏิบัติของผม ก็ ไม่เข้มข้น อย่างพี่ชาย

แต่แน่นอนว่า ใจเค้ายอมรับได้มากขึ้นกับคำที่ว่า

ดี ชั่ว แทบจะไม่ต่างกันเลย เพราะต่างก็เสมอกันด้วยกฏของ ไตรลักษณ์ นั้นเอง

ปล. ไม่ค่อยได้โทรหานะคับ

แต่ช่วงนี้ว่าง ถ้าอยากคุย ก็ โทรมาได้ เอิ๊กๆๆๆ question

ช่วงนี้พักคับ ขอนอนพักสักงีบ จะได้ มีแรงตอไป

แต่ไม่ลืมคับว่า การมีสติ ในชีวิต มีคุณค่าสูงสุดในชีวิตของเราจริงๆ

#11 By Q... on 2008-08-02 19:38

เพิ่งไปฝึกธรรมมะ แล้วนั่งสมาธิเหมือนกันค่ะ ที่วัดโสมนัสวิหาร การทำให้ใจสงบนี่ยากนะคะ คุณเก่งมากเลยที่เกิดปิติ ตัวสูงใหญ่ เราแค่รู้สึกคันหน้าเล็กน้อยเท่านั้น ที่รู้สึกและเป็นมากๆ คือ ขาชา เดินไม่ได้ หลังออกจากสมาธิ sad smile

#12 By unityclub on 2008-08-04 10:24

พึ่งรู้ว่าใน exteen มีกลุ่มสายนี้หลายคน
ขอแอดไว้ เพื่อการเรียนรู้แล้วกันนะคับ

#13 By gabbicon on 2008-08-09 21:40

ขออนุโมทนาสาธุครับ

#14 By นายฉิม on 2008-08-27 08:59