การดูจิต กับ การเผลอบ่อยๆ
posted on 21 Apr 2008 07:20 by anucsf in Dhama
สืบเนื่องจากการสนธนาธรรม ผ่าน Exteen Blog มีการถาม-ตอบ ผมเห็นว่าคำถามและคำตอบ บางอย่างน่าจะมีประโยชน์สำหรับท่านผู้สนใจในการดูจิต จึงนำเอาบางส่วนของคำตอบที่ผมเคยเขียนเอาไว้มาใส่ไว้ในหัวข้อนี้ บทความนี้ขอให้อ่านแล้วใช้การพิจารณาให้ดี เพราะอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องที่สุด หากท่านใดเห็นว่า ไม่ถูกต้อง หรือ ออกนอกแนวทางที่ควรจะเป็น ก็ให้บอกได้นะครับ ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และวิธีปฎิบัติ สติปัฎฐานสี่ ในหมวดของ การดูจิต ตามแนวของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
หากท่านยังไม่เคยอ่านเรื่องการดูจิตให้กลับไปอ่านในหัวข้อ ความหมายของการดูจิต เพื่อทำความเข้าใจกับแนวทางนี้เสียก่อน
หลายๆท่านมักจะสงสัยว่าเมื่อเราฝึกสติ ทำความรู้สึกตัว พอเราเห็นแล้วว่ากำลังเผลอคิดอยู่นะ เราจะรู้ตัวได้สักพัก แล้วมันก็จะเผลอไปอีก ซึ่งจะเป็นอย่างนี้ตลอดไม่สามารถแก้ไขได้ และ หลายๆท่าน ก็มักจะถามผมว่า จะทำอย่างไรดี มันเผลอบ่อยเหลือเกิน หรือบางท่านก็ถามว่า ทำอย่าไรจะให้ไม่เผลอบ่อย
ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่าเราดูจิตเพื่ออะไร ที่แน่ๆ ไม่ใช่ดูเพื่อให้ไม่เผลอบ่อยแน่นอน เพราะฉะนั้นความเข้าใจที่จะหาสิ่งที่มายึดเหนี่ยวเพื่อให้ไม่เผลอ ย่อมเป็นทางที่ผิดสำหรับการดูจิต (แต่เป็นทางที่ถูกสำหรับการทำสมถะ ทำสมถะจะได้ความสงบแต่ไม่ได้ปัญญา) การที่เราดูจิต ก็เพื่อให้เราได้ปัญญาเห็นว่า เราไม่สามารถบังคับจิตได้ เพื่อให้เห็นว่า ความเผลอ กับความรู้สึกตัวมีค่าเท่ากัน คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เราไม่สามารถบังคับให้เป็นอย่างที่เราต้องการได้ ถ้าเผลอบ่อยเท่าไหร่ ยิ่งดี แต่ถ้าเผลอนาน อันนี้ไม่ดี ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือดูความเผลอ เผลอเมื่อไหร่ก็ดูเมื่อนั้น ไม่ใช่ดูไม่ให้เผลอ อันนี้อย่าหลงประเด็นนะครับ คำถามน่าจะเปลี่ยนเป็น ทำอย่างไรไม่ให้เผลอนาน หรือ ทำอย่างไรให้เห็นความเผลอบ่อยๆ อันนี้ครับที่เป็นหัวใจหลักที่เราต้องทำให้ได้ แล้วจะทำอย่างไรหล่ะ คำตอบก็คือ พยายามดูบ่อยๆ พยายามดูอารมณ์อื่นๆด้วย เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธ หงุดหงิด พอเกิดอารมณ์ต่างๆขึ้น ก็พยายามให้รู้ตัว(อันนี้ต้องฝึกบ่อยๆ) เมื่อเราฝึกบ่อยเข้าสติเขาจะจำได้เอง เมื่อเกิดอารณ์ต่างๆเข้ามา เขาจะทำหน้าที่ของเขาเอง เรามีหน้าที่ดูเท่านั้น ดูทำไม? ดูเพื่อให้เห็นความเกิดดับ ดูเพื่อให้เห็นความไม่เที่ยง ดูเพื่อให้เห็นว่า สิ่งนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เมื่อจิตเขาเห็นความเป็นจริงตามธรรมชาติ เขาจะเข้าใจ และจะปล่อยวาง เขาวางเมื่อไหร่ เราก็เริ่มเห็นจุดหมายเมื่อนั้น
แถมอีกนิดนะครับ
บางท่านถามว่า การดูกายกับดูจิตจะเลือกอันไหนดี อันนี้ก็อยู่ที่ความชอบ ความถนัด หรือ เลือกตามจริตของเรา ครับ แต่สำหรับผม การดูกาย กับ การดูจิตถ้าเราดูมันทั้งสองอย่างควบกันไป คือ ถ้าตอนไหนเห็นกายชัด ก็ให้ดูกาย ถ้าตอนไหนเห็นจิตชัดก็ให้ดูจิต
การดูกายกับดูจิต ไม่ต้องเลือกอันใดอันหนึ่งก็ได้ครับ ดูมันทั้งสองอย่างก็ได้ บางทีก็ดูกาย บางทีก็ดูจิต สลับกันไปก็ได้ เช่น ขณะที่เราเห็นความเผลอ แล้ว จิตไปเพ่งจ้องกลัวมันจะเผลออีก เราก็เปลี่ยนมาดูกายแทนก็ได้ เช่นเรากำลังเดินอยู่ก็มาดูขาก้าว ซ้าย-ขวา พอดูขาสักพัก อ้าวเผลอคิดไปแล้ว ก็มาดูความเผลอ ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆก็ได้ หรือพอดูขาก้าว ซ้าย-ขวา แล้วเดินไปเหยียบขี้หมา เกิดโมโหตัวเองก็ให้มาดูความโมโหแทน อะไรทำนองนี้ ให้ดูสิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบัน บางทีดูจิตแล้วเกิดเพ่งจ้องก็ให้ดูกาย ดูกายแล้วเกิดเพ่งจ้อง ก็ให้ดูต้นไม้ใบหญ้าและถ้าเผลอเมื่อไหร่ก็ดูเมื่อนั้น อย่าให้มันเพ่งจ้อง ถ้ามันเพ่งจ้องให้ทำอย่างอื่นให้เผลอแล้วรีบดูความเผลอซะ(อันนี้สรุปเอาจากที่หลวงพ่อท่านสอนนะครับ บางคนกลัวเผลอ เพ่งจ้องซะจนแก้ไม่ได้ ท่านก็ให้ ไปร้องเพลง ไปดูหนัง ให้เผลอ เผลอเมื่อไหร่ให้ดูความเผลอทันที)
จากที่พูดมา จะเห็นได้ว่า ยิ่งเผลอเท่าไหร่ ยิ่งดี แต่เผลอแล้วต้องรู้ตามเร็วๆนะครับ ฝึกไปเรื่อยๆก็จะดีขึ้นเอง แต่ไม่ต้องตกใจนะครับถ้าหาก วันนี้ทำได้ดี พรุ่งนี้ทำได้ไม่ดี อันนี้เป็นธรรมดา ทำได้ดีก็ดูไป ทำได้ไม่ดีก็ดูไป เพราะเรามีหน้าที่ดู
ปล. ยังไงก็อย่าลืมทำสมถะด้วยนะครับเพราะ สมถะจะช่วยให้มีกำลังในการดูจิตมากขึ้น เพราะสมาธิจะช่วยให้สติมีกำลังกล้าแข็ง เห็นจิตได้เร็วและเห็นได้แจ่มใส หลวงพ่อท่านให้ทำทั้งสมถะและวิปัสสนาคือว่าถ้าเหนื่อยกับการดูจิตก็พักทำสมถะบ้างเพื่อเติมพลัง แต่บางคนก็ทำสมาธิได้ยากเพราะเป็นพวกคิดมากฟุ้งซ่าน อันนี้ก็ไม่ต้องตกใจ ก็อาศัยการดูจิตเท่าที่ดูได้ แต่ศีล 5 ต้องบริสุทธิ์ จะทำอะไรให้นึกถึงศีลตลอดเวลา เพราะศีลก็เป็นเหตุให้เกิดสมาธิได้เช่นกัน
รู้สึกจะไปเจอวิธีฝึกในเน็ต
แต่ฝึกได้แป๊ปเดียวเอง
#1 By หูใหญ่ on 2008-04-21 13:34