บันทึกการเดินทาง สู่ดินแดนที่ไปแล้วไม่กลับ(09/04/2551)
posted on 09 Apr 2008 08:08 by anucsf in Diary
ห่างหายจากการเขียนบันทึกไปนานหลายเดือน วันนี้ก็มาบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นกับการฝึกดูจิตเอาไว้ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเราบ้าง เป็นบันทึกที่เอาไว้ดูเพื่อวิเคราะห์ว่า เราทำถูกหรือผิด หากถูกทางแล้วก็จะได้ดำเนินเดินทางต่อไป หากผิดพลาดก็จะได้แก้ไขให้ถูกก่อนที่จะเดินดุ่มๆเข้าป่าเข้าดง ซึ่งจะทำให้เสียเวลาในการเดินทาง
ทุกวันนี้ผมจะตื่นมาประมาณตีสี่ มาฟัง CD ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แล้วก็นั่งสมาธิไปด้วย และในชีวิตประจำวันก็จะดูจิต คือดูการเผลอ และดูอารมณ์ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นมา เช่น โกรธ เกลียด เสียใจ ดีใจ เป็นต้น ซึ่งการดูเหล่านี้ก็จะดูเท่าที่ดูได้ บางทีก็เผลอไปครึ่งวันเลยก็มี ซึ่งการปฎิบัติก็ยังลุ่มๆดอนๆ แต่ก็ทำสะสมไปวันละเล็กวันละน้อย ดีกว่าไม่ได้ทำเลย
ในวันที่ 09/04/2551 วันนี้ตื่นขึ้นมานั่งฟัง CD ตามปกติ แต่นั่งได้สักพัก เกิดอาการเมื่อย ก็เลยล้มตัวลงนอน ซึ่งก็ได้นอนฟังไปเรื่อยๆ แต่ที่น่าแปลกคือ ตอนนั่งฟัง จะไม่ค่อยฟุ้งซ่าน แต่พอนอนฟัง มันฟุ้งซ่าน เผลอไปคิดโน่น คิดนี่ ก็เลยฟังไปด้วย ดูความเผลอไปด้วยซะเลย นอนไปฟังไปชักเพลิน จิตมันเลยเคลิ้มๆ และกำลังจะตกพวัง(กำลังจะหลับ) ขณะที่เผลอกำลังจะหลับอยู่นั่นเอง จิตมันก็ทำงานของมันเอง มันเห็นว่าจิตกำลังจะตกพวังหลับ มันเห็นของมันเองโดยที่เราไม่ได้บังคับ และเป็นเพียงผู้ดูอยู่ห่างๆ พอมันเห็นเช่นนั้น จิตมันเกิดแสงสว่างจ้า เป็นอาการรู้ตื่นที่ทำให้เราเบิกบานเป็นอย่างยิ่ง ความง่วงหายวับไปกับตาเหลือแต่ความรู้ตื่นอยู่อย่างนั้น แต่สิ่งที่เห็นที่เป็นอยู่ขณะนั้นมันก็หนีไม่พ้นหลักอนิจจัง คือมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป พออยู่ได้สักพักจิตมันก็เข้าไปปรุงแต่งต่อ คือมันอยากให้อยู่อย่างนั้นนานๆ และเกิดอาการเพ่งจ้องขึ้นมาทันที ซึ่งก็ทำให้เห็นว่าการที่เราฝึกสติ นี้มีผลบ้างไม่มากก็น้อยพอเราทำไปเรื่อยๆ มันจะทำงานเองโดยอัตโนมัติ
ประมาณเจ็ดโมงเช้าจึงไปอาบน้ำแต่งตัวออกเดินทางไปทำงาน ขณะขับรถอยู่เกิดมีปากเสียงกับภรรยา และในใจโกรธภรรยาเป็นอย่างมาก(ตอนนั้นขาดสติ ตามดูไม่ทัน) พอมีอารมณ์โกรธ สติก็มาทันที จึงดูจิตที่มีความโกรธไปเรื่อยๆ โดยไม่ปรุงแต่งและไม่ห้ามมัน เพราะครูบาอาจารย์บอกว่า อย่าพยายามไปดับมัน ให้ใช้สติดูมันอยู่ห่างๆ พอผมดูสักพักก็เห็นว่าความโกรธที่เราว่าโกรธนักโกรธหนา หรือโกรธนานๆ มันไม่ได้ตั้งอยู่นาน หรือไม่ได้โกรธต่อเนื่องอย่างที่เราคิด ในขณะที่เราโกรธบางทีเราเผลอไปคิดอย่างอื่น ความโกรธก็จะดับไป พอเรานึกได้ว่ายังโกรธอยู่เราก็จะปรุงแต่ความโกรธมันขึ้นมาใหม่ แล้วจิตก็จะเข้าไปยึดติดและเสวยอารมณ์นั้นต่อ อันที่จริงถ้าเราไม่เติมเชื้อให้มัน มันก็จะดับตั้งแต่ตอนที่เราเห็นว่าเรากำลังโกรธแล้ว
วันนี้ในช่วงกลางวันพอสติเห็นความเผลอแล้วมันจะเข้าไปเพ่งจ้องทันทีทำให้รู้สึกเหนื่อยเหมือนเราแบกของหนัก ซึ่งการมีสติอย่างถูกวิธีนั้นต้องเห็นโดยไม่เข้าไปเพ่งจ้อง หรือเห็นโดยไม่เข้าไปแช่อยู่ในอารมณ์นั้นๆ วันนี้ทั้งวันสติเกิดบ่อย แต่ไม่สามาถดูด้วยความเป็นกลางได้ จึงทำให้เหนื่อย เฮ้อ ไอ้สิ่งที่เป็นของพอดี นี่มันทำยากจริงๆ แต่ก็ไม่เป็นไร ทำไปเรื่อยๆ คงได้เห็นความพอดีเข้าสักวัน
edit @ 9 Apr 2008 09:20:23 by Nirvana
อิอิ น่า
#1 By tungmay on 2008-04-09 11:36