นิทานของนักเดินทาง ตอนที่ 2 (มหัศจรรย์เขาพระบาท)
posted on 22 Feb 2008 11:48 by anucsf in Dhama
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นที่จังหวัด จันทบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2550 เครดิทของเรื่องนี้ข้าพเจ้าขอยกให้กับ คุณแก้ว ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของข้าพเข้า เขาเป็นคนเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา แต่ไม่ใช่เรื่องของเขาเองนะครับ เป็นเรื่องของเพื่อนสนิทของแก้วอีกที
ภาพรอยพระพุทธบาทพลวงได้มาจาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=fernnaja&month=03-2005&date=16&group=2&gblog=14
มหัศจรรย์หลังไปเขาพระบาท
กลางดึกของคืนหนึ่ง ข้าพเจ้ายืนรอเพื่อนๆด้วยความตื่นเต้น รอว่าเมื่อไหร่จะมากันครบซะที เพราะว่าคืนนี้เรานัดกันไปขึ้นเขาพระบาทกัน เขาพระบาทพลวง หรืออีกชื่อหนึ่งคือเขาคิชกูฏ จะเปิดให้คนขึ้นไปนมัสการ รอยพระพุทธบาท ปีละครั้ง ครั้งละ 3 เดือน นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ของข้าพเจ้าที่ไปเขาพระบาท แต่ที่ข้าพเจ้าตื่นเต้นก็เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้า จะเดินขึ้นไป ซึ่งทุกๆปีที่ผ่านมาข้าพเจ้านั่งรถขึ้นไป ประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่อนๆก็มากันครบ พวกเราจึงออกรถมุ่งหน้าตรงไปเขาพระบาท เส้นทางไปเขาพระบาท มีรถไม่น้อยเลยที่มีจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกับเรา เมื่อข้าพเจ้าไปถึงก็ต้องหาที่จอดรถอยู่พักหนึ่งเพราะรถเยอะมาก มีผู้คนมาขึ้นเขาวันละ เป็นหมื่นคนเห็นจะได้
เมื่อเราจอดรถแล้วเราก็เริ่มต้นเดินทางด้วยเท้ากัน ท่านผู้อ่านคงทราบกันดีว่าเขาพระบาทพลวงเป็นเขาที่มีความศักดิ์สิทธิ์ และมีเรื่องมหัศจรรย์มากมาย ดังนั้นข้าพเจ้าจึงตั้งใจว่า ตลอดทางที่เดิน ข้าพเจ้าจะท่องคาถาเงินล้านของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ เพื่อว่าจะได้ลาภกลางทางบ้าง ปกติข้าพเจ้าก็ท่องอยู่ทุกวันอยู่แล้ว ตั้งแต่ท่องมารู้สึกว่าเงินทองก็ไหลมาเทมาตลอด เราเดินไปตามทางที่รถวิ่ง ซึ่งค่อนข้างจะลำบากเล็กน้อยเพราะทางเรียบ ลื่นและชันด้วย แล้วยังต้องระวังรถที่วิ่งขึ้นลงอีก เดินกันไปได้ประมาณ 2 กิโล เราก็พบทางลัดไปทางป่า รู้สึกว่าเดินสบายกว่าทางรถเยอะเลย แต่ถึงจะสบายอย่างไรก็มีบางช่วงที่ข้าพเจ้าเหนื่อยมาก จนแทบหมดแรง ก้าวขาไม่ออก เสื้อเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ คงเป็นเพราะว่าข้าพเจ้าไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แต่พอนึกในใจว่าเพื่อได้กราบรอยพระพุทธบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว หนทางจะไกลและยากลำบากแค่ไหนข้าพเจ้าก็ต้องไปให้ได้ ก็ทำให้ข้าพเจ้ามีกำลังใจมีแรงจะเดินต่อไป
ระยะทางที่เราเดินกันทางป่านี้ประมาณ 3 กิโลเห็นจะได้ บางช่วงเดินสบายบางช่วงก็ชันมากถึงขั้นต้องใช้คำว่า”ปีน” แต่เราก็ไม่ย่อท้อยังคงตั้งหน้าตั้งตาเดินกันต่อไป พอใกล้จะถึงที่หมายข้าพเจ้าก็พบลูกแก้วสีฟ้า ผิวไม่เรียบ ตกอยู่กับพื้น 1 ลูก แต่ก็แปลกเดินกันมาตั้งหลายคนไม่มีใครสังเกตเห็น มีข้าพเจ้าเห็นคนเดียว สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงจะประทานสิ่งนี้ให้กับข้าพเจ้าเพียงผู้เดียว ข้าพเจ้าก็เลยเก็บมาด้วย น่าจะเป็นลูกแก้วสารพัดนึก ขออะไรก็ได้ ข้าพเจ้าเลยอธิษฐานว่า “ขอให้ข้าพเจ้าพบสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิต” เมื่อถึงบริเวณรอยพระพุทธบาทมีประชาชนเลื่อมใสมารอกราบรอยพระพุทธบาทกันแน่นจนแทบจะไม่มีที่ยืน จนเจ้าหน้าที่ต้องให้เข้าคิว ข้าพเจ้าก็เข้าคิวอยู่พักหนึ่งก็ได้กราบรอยพระพุทธบาทสมใจ หลังจากนั้นพวกเราก็ลงจากเขากัน แต่คราวนี้ไม่เดินนะนั่งรถดีกว่าเพราะหมดแรงแล้ว
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นแค่เพียงเริ่มต้นเท่านั้น สาระสำคัญมันอยู่ต่อจากนี้ ข้าพเจ้ากลับถึงบ้านด้วยใจที่อิ่มเอิบ แต่ร่างกายก็เมื่อยล้าไม่น้อยเลย ทั้งง่วงทั้งเหนื่อย พอทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ว่าจะนอนให้เต็มที่ซะหน่อย ก่อนจะนอนก็เดินดูความเรียบร้อยรอบๆบ้านก่อน และเมื่อข้าพเจ้าเดินผ่านโรงจอดรถ ทันใดนั้นเองสายตาก็เหลือบไปเห็นวัตถุบางอย่าง รูปร่างสีดำมันวาว ขนาดประมาณนิ้วโป้ง ตกอยู่ในดิน ในใจคิด
“อะไรหว่ารูปร่างคุ้นๆ”
“โอ้แม่เจ้า นั้น นั้นคือ เหล็กไหลนั่นเอง”
ข้าพเจ้าแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง หัวใจเต้นแรงเหงื่อออก มือสั่น ข้าพเจ้ารีบหยิบขึ้นมาไว้กับอก มองซ้ายมองขวา กลัวว่าใครจะเห็น แล้วก็รีบวิ่งเข้าบ้าน ปิดประตู หน้าต่าง ทั้งหมด เพราะกลัวคนอื่นจะมาขโมย ไม่น่าเชื่อเหล็กไหลธาตุกายสิทธิ์ ที่มีผู้คนมากมายเข้าป่าไปเพื่อเสาะแสวงหามาเป็นของตน กลับมาให้ข้าพเจ้าได้ครอบครองได้โดยง่ายดาย ซึ่งผู้ที่ครอบครองเหล็กไหลได้จะต้องเป็นผู้ที่มีบารมีมาก และถ้าประพฤติตัวไม่ดีเหล็กไหลก็จะหายไป คุณสมบัติของเหล็กไหลทุกคนคงทราบดี ว่ายิงฟันไม่เข้า คุ้มครองผู้ที่เป็นเจ้าของ ทำมาค้าขึ้น เรียกทรัพย์ได้ และที่สำคัญซื้อขายกันเป็นล้าน ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่ชื่นชอบและมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ไม่น้อยเลย ข้าพเจ้าจัดการทำความสะอาดเหล็กไหลด้วยน้ำอบ ทาด้วยแป้ง แล้ววางบนพาน ใส่น้ำผึ้งลงไป เพราะเหล็กไหลชอบกินน้ำผึ้ง พอใส่น้ำผึ้งลงไป เหล็กไหลมีการหมุนตัวเล็กน้อย ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าตื่นเต้นใหญ่ ถ้าเป็นเหล็กไหลแท้ จะจุดไม้ขีดใกล้ๆไม่ติด ข้าพเจ้าจึงออกไปหาซื้อไม้ขีด ไปหาซื้อร้านไหนก็ไม่มี เลยคิดว่าไว้ทดสอบพรุ่งนี้ดีกว่า แต่ข้าพเจ้าก็เชื่อว่าเป็นเหล็กไหลแท้ เพราะดูจากรูปร่าง ท่าทางแล้ว ต้องใช่แน่ๆ ข้าพเจ้าบูชาเหล็กไหลไว้บนหิ้ง คืนนั้นทั้งคืนข้าพเจ้าตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ คิดแต่เพียงว่า “ปาฏิหาริย์จริงๆ”
เย็นวันต่อมาหลังจากที่ข้าพเจ้ากลับบ้าน ลงจากรถแล้วก็มีความรู้สึกว่าเหล็กไหลน่าจะมา 2 อันนะเพราะเหล็กไหลจะมีทั้งตัวผู้และตัวเมีย ดังนั้นข้าพเจ้าจึงลงมือหาอีกอัน หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ
ข้าพเจ้าปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า
“ต้องเอาเหล็กไหลที่มีอยู่มาล่อ อีกอันถึงจะยอมออกมา”
ในระหว่างที่กำลังล่อเหล็กไหลอยู่นั้น ก็มีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน มายืนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ ทำเอาข้าพเจ้าตกใจ
เด็กถามว่า “ลุงกำลังหาอะไรหนูช่วยหามั๊ย”
ข้าพเจ้าไม่ตอบเพราะกลัวว่าความลับจะแตก จึงพูดเรื่องอื่น
“หนูเป็นใคร ทำไมลุงไม่เคยเห็นหนูเลย”
“หนูก็อยู่แถวๆนี้แหละ”
ข้าพเจ้าคิดในใจ “มันน่าแปลกที่อยู่ๆ เด็กคนนี้ก็โผล่มาตอนที่ข้าพเจ้ากำลังหาเหล็กไหล คงต้องไม่ใช่เด็กธรรมดาแน่ๆ”
“หาไอ้ดำๆ ที่ถืออยู่เหรอ”
ข้าพเจ้าจึงถามเด็กว่า “หนูรู้จักมั๊ย”
“รู้จักสิ”
ข้าพเจ้าคิดในใจ “นั่นปะไรว่าแล้วต้องไม่ใช่เด็กธรรมดา คงจะเป็นเทวดาแปลงกายมา”
เด็กบอก “จริงๆ แล้วมี 2 อันนะ”
ข้าพเจ้าดีใจ “มี 2 อันจริงๆด้วย”
เด็กยังพูดต่ออีกว่า “ราคา 12”
ข้าพเจ้าตื่นเต้น “อู้ฮู้ 12 ล้านเลยเหรอ”
“ไม่ใช่หรอก 12 บาท มันเป็นแม่เหล็กที่หนูซื้อมาจากโรงเรียน 2 อัน เมื่อวานนี้หนูเอามาเล่นแล้วลืมทิ้งไว้ที่นี่”
ผ่าง!
ข้าพเจ้าได้แต่อึ้ง นี่เรานั่งกราบแม่เหล็กหรือนี่ และที่ร้ายไปกว่านั้นคนที่บ้านข้าพเจ้าชมเชยว่า
“ทำไมมันโง่ยังงี้ โง่ยิ่งกว่าเด็กซะอีก”
ผ่าง! ผ่าง!
ข้าพเจ้ามารู้ที่หลังว่าเด็กคนนั้นเป็นเด็กที่เพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ ข้าพเจ้าเลยไม่เคยเห็น
ส่วนลูกแก้วที่ข้าพเจ้าเก็บได้จากเขาพระบาทนั้นเพื่อนของข้าพเจ้าบอกว่า
“อ๋อ เป็นลูกแก้วที่หลวงพ่อเขียนท่านทำแจก คงจะมีใครไปทำตกไว้”
ผ่าง! ผ่าง! ผ่าง!
ข้าพเจ้าทั้งเจ็บและอายไม่กล้าบอกใคร จบถึงปริญญามีความรู้มากมายยังมานั่งกราบแม่เหล็กอยู่ได้ เลยเขียนมาเล่าเป็นอุทาหรณ์ สอนใจ ดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนว่า
“จะเชื่ออะไรควรใช้สติพิจารณาให้รอบครอบก่อน ที่จะเชื่อ”
เฮ้อ! ดีนะ ที่รู้กันแค่ในบ้าน ถ้ารู้กันทั้งหมู่บ้านล่ะก็....ไม่อยากจะคิดเลย
สุดท้ายนิทานเรื่องนี้ก็ยังสอนให้รู้ว่า สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา
edit @ 22 Feb 2008 13:57:49 by Nirvana

เนอะ
#1 By tungmay on 2008-02-22 15:13