Custom Search

            

 

 

  

              ต้นสายปลายเหตุของหัวข้อนี้สืบเนื่องมาจากเพื่อนบ้านที่แสนดีท่านหนึ่ง(คุณตังเม) บอกว่า อยากฟังนิทานธรรมะ วันนี้ก็เลยนำนิทานธรรมะที่ครูบาอาจารย์เคยเล่าให้ฟังมารวบรวมไว้อ่านเป็นคติสอนใจ  ซึ่งอาจจะมีประโยชน์สำหรับท่านที่แวะเวียนเข้ามา

                หากเรื่องที่นำมารวบรวมไว้ มีข้อผิดพลาดซึ่งอาจจะเกิดจากการจดจำ การรับฟังที่ผิดพลาดหรือแม้แต่ ความโง่เขาเบาปัญญาของตัวผมเอง ผมขอรับความผิดนั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว ขอความกรุณาอย่าพาดพิงถึงครูบาอาจารย์เลย

 

เรื่องแรกเป็นเรื่องของลูกศิษย์หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ซึ่งผมก็ฟังต่อๆมาอีกที

        เรื่องมีอยู่ว่ามีลูกศิษย์ของหลวงปู่ดูลย์รูปหนึ่ง ปฏิบัติธรรมแล้วเกิดสภาวะธรรมบางอย่างแล้วคิดว่าตัวท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์  จึงรีบจัดแจงบาตรและบริขารต่างๆ เสร็จแล้วจึงแบกกลดขึ้นบ่า ดั้นด้นเดินทาง มาหาหลวงปู่ที่วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์  พอมาถึงก็รีบขึ้นกุฎิ แล้วเรียกหาหลวงปู่ทันที ด้วยความที่คิดว่าตนเป็นพระ อรหันต์ และด้วยคิดว่า อาจารย์ของตัวเอง(หลวงปู่ดูลย์)คงปฎิบัติยังไม่ถึงไหน จึงเรียกออกไปด้วยถ้อยคำที่ ปรามาสครูบาอาจารย์  "หลวงตาดูลย์  หลวงตาดูลย์ อยู่ไหม รีบออกมาเร็วๆ เดี๋ยวจะเทศใหฟัง"

หลวงปู่รู้ตั้งแต่ลูกศิษย์ยังมาไม่ถึงและรู้ด้วยว่าลูกศิษของท่านโดนกิเลศเล่นงานเอาซะแล้ว พอท่านออกมา ท่านจึงถามไถ่ว่าเป็นยังไงมายังไง   ส่วนลูกศิษย์ก็ไม่รอช้ารีบบอกเลยว่า เขาได้บรรลุธรรมขั้นสูงแล้ว และวันนี้ที่มา ก็เพื่อจะเทศนาโปรดครูบาอาจารย์ให้ได้เห็นธรรมเช่นกับตนเองบ้าง หลวงปู่จึงบอกกับเขาดีๆว่าเขาถูกกิเลศหลอกเอาแล้ว ตอนนี้กำลังเดินผิดทาง และบอกกล่าวตักเตือนอีกหลายอย่าง แต่ลูกศิษย์ไม่ยอมรับฟัง ยังคิดว่าตัวเองบรรลุธรรมแล้วอาจารย์ต่างหากที่ต้องฟังเขา พอใช้ไม้นวมแล้วไม่ได้ผล หลวงปู่จึงต้องใช้ไม้แข็ง ท่านจึงเปลี่ยนท่าทีจากอ่อนโยน มาดุด่าลูกศิษย์แทน พอลูกศิษย์โดนด่าเท่านั้นก็โกรธเคืองหลวงปู่เป็นอย่างยิ่ง คิดในใจว่าเราเป็นพระอรหันต์แท้ๆยังมาด่าเราได้  จึงบอกว่าหลวงปู่ว่าเขาอุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกล ก็เพื่อมาบอกธรรมะให้หลวงปู่ เมื่อหลวงปู่ไม่อยากได้ก็ไม่ต้องเอา  จากนั้นจึงหยิบไม้กวาดที่วางอยู่ ด้วยนึกว่าเป็นกลดที่ท่านแบกมา  เดินแบกไม้กวาดด้วยความโมโหไปจนถึงวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากวัด บูรพารามหลายสิบกิโล จึงหยุดพักและวางกลดลง  พอมองเห็นกลดกลายเป็นไม้กวาดเท่านั้นแหละ สติจึงเกิด และรู้ตัวว่าตัวเองได้ทำกรรมอันหนักหนาเอาไว้ทีเดียว  มีสติรู้ตัวทันทีว่าตัวเองโดนกิเลศหลอกลวงเอาแล้ว แต่ด้วยความอับอายจึงไม่กล้ากลับไปขอขมาหลวงปู่   ต่อมาเมื่อเห็นว่าเนิ่นนานพอแล้วพระรูปนี้จึงได้รวบรวมความกล้า เดินทางมาพบหลวงปู่อีกครั้ง และกราบขอขมาหลวงปู่ที่ได้พลาดพลั้งล่วงเกินท่าน ซึ่งหลวงปู่ท่านก็ไม่ได้ ถือโทษโกรธเคืองใดๆเลย

 

 

 

เรื่องที่สอง

      เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวผมเองสมัยที่ผมยังเรียนอยู่ปีสองของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง  ขณะนั้นผมได้เร่งความเพียรเผากิเลศเพื่อความหลุดพ้น    ทุกวันพอตื่นนอนและก่อนนอนผมจะนั่งสมาธิภาวนาประมาณ 1 ชั่วโมง  ช่วงว่างจากคาบเรียนไม่ว่าจะเป็นช่วงพักเที่ยง  หรือช่วงที่ชั่วโมงเรียนห่างกันมากๆ ผมก็จะกลับหอพักซึ่งอยู่ไกล้ๆกับมหาวิทยาลัย เพื่อทำสมาธิภาวนา และ ในระหว่างวันผมก็จะทำกรรมฐานที่เรียกว่า มรณานุสติกรรมฐาน คือการระลึกถึงความตายอยู่เนืองๆ และ   สีลานุสติกรรมฐาน คือการระลึกถึง ศีลอันบริสุทธิ์ของเราอยู่เนืองๆ(ตอนนั้นไม่เคยล่วงศีล 5 เลยแม้แต่ข้อเดียว)พร้อมทั้งดูลมหายใจเข้าออกอยู่ตลอดเวลา   ทำอยู่หลายเดือนจนเกิดสภาวะธรรมที่ละเอียดอ่อนมันเป็นสภาวะที่อธิบายไม่ได้ แต่มันมีความสุขอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งเห็นหมาถูกรถทับตาย มันก็เกิดธรรมสังเวช  แล้วเกิดธรรมปีติ เกิดสภาวะสุขที่หาในโลกนี้ไม่ได้  เป็นเช่นนี้อยู่สองอาทิตย์ จนเริ่มเข้าใจว่าเราบรรลุธรรมขั้นโสดาบันที่เข้าใจว่าตนเองบรรลุธรรมขั้นต้นแล้วเนื่องจากเข้าใจว่าละสังโยชน์สามข้อแรกได้แล้ว 

สังโยชน์ คือ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ มี ๑๐ อย่าง คือ

๑. สักกายทิฏฐิ - มีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา

๒. วิจิกิจฉา - สงสัยในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

๓. สีลัพพตปรามาส - ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร หรือนำศีลและพรตไปใช้เพื่อเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นปัจจัยแก่การสิ้นกิเลส เช่นการถือศีลเพื่อเอาไว้ข่มไว้ด่าคนอื่น  การถือศีลเพราะอยากได้ลาภสักการะเป็นต้น

๔. กามราคะ - ความติดใจในกามคุณ

๕. ปฏิฆะ - ความโกรธ ความกระทบกระทั่งในใจ

๖. รูปราคะ - ความติดใจในรูปฌาน

๗. อรูปราคะ - ความติดใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย

๘. มานะ - ความถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่  ความถือตัวว่า เท่าเทียมเขา  ด้วยกว่าเขา  สูงกว่าเขา

๙. อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน

๑๐. อวิชชา - ความไม่รู้จริงในธรรม 

พระโสดาบันจะละข้อที่ 1-3 ได้

พระสกิทาคามี จะละ ข้อที่ 1-3 ได้ และข้อที่ 4-5 จะเบาบางลงจนแทบเห็นว่าไม่มี(แต่ยังเหลืออยู่)

พระอนาคามีจะละข้อที่ 1-5 ได้

พระอรหันต์จะละได้ทั้ง 10 ข้อ 

ในความรู้สึกตอนนั้นสังโยชน์ สามข้อแรกเหมือนมันขาดสะบั้นลงไปแล้ว ไม่มีการยึดถือว่าร่างกายนี้เป็นของเรา

1.ไม่รู้สึกอาลัยหรือเสียดายแม้มันจะแตกดับหรือสลายไปเดี๋ยวนี้ต่อหน้าต่อตา หรือต่อให้แขนขาขาดไปก็ไม่เสียดายรู้สึกเหมือนความตายคือการเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีคำว่ากลัวตายแม้แต่น้อย(ไม่ใช่การไม่กลัวแบบบ้าระห่ำนะครับ)

2.ไม่มีความลังเลสงสัยใดๆในพระรัตนไตรทั้งสิ้น

3.ขณะนั้นศีลบริสุทธิ์จริงๆ ยอมตายไม่ยอมให้ศีลด่างพร้อย

ในใจก็กระหยิ่มยิ้มย่องว่าเราได้บรรลุธรรมแล้ว แต่มีอยู่วันหนึ่งผมได้ไปใช้โทรศัพท์อยู่หน้ามหาวิทยาลัย และปลายสายได้ถามผมว่า ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน ด้วยความที่ผมไม่อยากให้เขารู้ว่าผมอยู่ที่ไหนจึงบอกเขาไปว่าผมอยู่ในเมือง  พอคำว่าอยู่ในเมืองหลุดจากปากผม เท่านั้นแหละครับเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงมาโลกทั้งโลกดับไปหมด หูผมอื้อตาลายเหมือนจะเป็นลม มารู้สึกตัวอีกทีก็ผ่านไปนาน ผมแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่  อนิจจาเมื่อตะกี้เราโกหกเขาไปหรือนี่  สติกลับมาทันที พระโสดาบันจอมปลอมอย่างผมถึงกับซึมไปนานโขเลยทีเดียวกิเลศนี่มันร้ายกาจมากนะครับ

หลังจากที่พอผมรู้ตัวว่าโดนมันหลอก สภาวะธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นมาหายไปหมดเลย  ผมกลายเป็นคนธรรมดาเหมือนเดิมอีกครั้ง 

ขณะนี้ผ่านมาก็เกือบ 10 ปีแล้ว  การเดินทางของผมก็ยังลุ่มดอนๆ แต่ผมก็ยังไม่ท้อ  ถึงแม้จะยังไม่ถึงจุดหมายในชาตินี้ อย่างน้อยก็ขอเก็บเสบียงเอาไว้ก่อน  จะได้ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาครับ

 

 

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา

 

แล้วพบกันอีกครั้งกับนิทานของนักเดินทางตอนที่ 2 นะครับ

 

edit @ 18 Feb 2008 17:55:23 by Nirvana

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

คำนี้เคยมีคนสอนเหมือนกันค่ะ แล้วก็ยึดเป็นคาถาติดตัวซะเลย
เวลาเกิดเรื่องก็ท่องไว้ สติมาปัญญาเกิด น่ะ
สติเตลิดจะเกิดปัญหา
ยิ่งอ่านนิทานใจสงบขึ้นเย่อะค่ะ
ขอบคุณน่ะค่ะbig smile

#1 By sjtree on 2008-02-18 17:46

พลอยจ๋ายังสงสัยว่าอยู่พี่แอนดี้กับน้องแนนหายไปไหน คิดว่าทิ้งบล็อกกันไปซะแล้วนะคะ พอดีได้อ่านเอนที่ย้อนหลังก่อนหน้านี้ถึงเพิ่งทราบว่าพี่แอนดี้งานมากไม่มีเวลามาอัพบล็อกเท่าไร..

ขอบคุณมากนะคะที่ยังไม่ลืมกัน ยังแวะไปส่งข่าวอยู่บ้างสม่ำเสมอ และขอบคุณมากค่ะสำหรับคำแนะนำเรื่องคำแปลของบทสวดชินบัญชร พลอยจ๋าจะพยายามหาคำแปลลงไว้ทุกบทสวดเลยดีกว่านะค่ะจะได้เป็นประโยชน์กับผู้อื่นๆด้วย

นิทานเรื่องที่หนึ่งเกิดกับคนใกล้ชิดพลอยจ๋า พูดให้ง่ายก็ลูกศิษย์ค่ะ ปฎิบัติธรรมจนกิเลสครอบงำ คิดว่าบรรลุได้พบพระพุทธเจ้ามองเห็นสวรรค์ เลิกเรียน ไม่เชื่อฟังใคร มั่นใจว่าตัวเองพบทางวิเศษแล้ว แต่แย่ตรงที่เค้าไม่มีสติเลยค่ะ ทุกวันนี้กลายเป็นคนคุ้มดีคุ้มร้ายไปแล้ว..

นี้เป็นผลเสียจากการนั่งวิปัสนาโดยไม่มีครูบาอาจารย์ และยังไม่ศึกษาระดับของวิปัสนาญาณ สงสารน้องเขามากๆ ค่ะ..

#2 By พี่พลอยจ๋า on 2008-02-18 22:43

อิ อิ ขนาดนั้น ดีค่ะ เดินทางต่อ ย้อนลมย้อนพายุซักหน่อยนะคะ หรือให้ดีก็ประยุกต์ไปเลยค่ะ สะสมเสบียงไว้ ต่อ ๆ ไป

นี่ไม่รู้ตัวเองเป็นคนยังไงค่ะ วันนึงแฟนบอกให้ท่องชินบัญชร ให้ท่องทุกวัน รู้มั้ยค่ะ มันปี๊ดขึ้นมาเลย เถียงอีกต่างหาก "ท่องไปอยู่ได้ ความหมายก็ไม่รู้ แล้วอย่างนี้ท่องแล้วมีประโยชน์อะไร" เกิดการแปลให้ฟังเป็นคำ


#3 By tungmay on 2008-02-18 23:16

มือกดผิดค่ะ ต่อนะคะ

แล้วทีนี้นะคะ อ้อ ลืมไปว่าที่จริงแต่ละคำนั่นก็มีความหมาย แต่เราไม่ได้สนใจ แต่อะไรไม่สำคัญเท่านะคะ

"บางครั้งเราไม่รู้ความหมายอะไรเลยก็ไม่เห็นเสียหายเลยนะคะ ว่ามั้ย?" big smile big smile big smile

เรียนมากก็ทำเราเป็นไปใหญ่ค่ะ big smile แบบว่าจะให้คนเชื่อหรือยังไงก็ต้องให้เค้าเห็นประโยชน์ ก็เอาไปเถียงกับแฟนนั่นละ 555 ลืมไป big smile

ปล. เป็นเรื่องถกกันในรถค่ะ big smile

#4 By tungmay on 2008-02-18 23:19

หลายๆครั้งจึงต้องรู้ทันสติ มีสติตลอดสินะ

เรื่องแรกชอบหลายๆ
แบบว่าคนเราชอบหลงคิดว่าตัวเองไปถึง ทั้งๆที่จริงแล้วยังไม่ใกล้เลย sad smile

แต่ผมสิ ไม่กลัวเลย เพราะไม่ใกล้ด้วยซ้ำ

#5 By ~Trigger~ on 2008-02-18 23:31

สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา

สติมาหมาไม่กัด สติถูกตัดจะกัดกับ ...

confused smile

ฟังแล้วครับพี่ชาย พี่ชายเล่าครั้งที่เท่าไหร่จำไม่ได้แล้วเรื่องนี่

แต่ก็ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ร่วมเดินทางได้เข้าใจธรรมะ

ได้เป็นอย่างดี และไม่หลงเหมือนอย่างที่เราเคยหลงมาก่อน

ขออนุโมทนาด้วยนะครับ

ชอบคำสอนของพระอาจารย์ปราโมทย์

ที่ท่านสอนว่า........

เรารู้กายรู้ใจเพื่อให้เห็นความจริง

เราไม่ได้รู้กายรู้ใจเพื่อจะให้เหนือความจริง

หลายคนภาวนา มุ่งให้เหนือความจริง

เช่น ภาวนายังไงจิตจะมีความสุขถาวร

จิตจะสงบถาวร จิตจะดีถาวร

ส่วนใหญ่ปราถนาสิ่งเหล่านี้ อยากได้สุข "ถาวร" สงบ "ถาวร"

ดี "ถาวร" คำว่า "ถาวร" ไม่มีในโลกนี้

เพราฉะนั้นมันสุขได้ มันก็ยังทุกข์ได้ มันดีได้มันก็ชั่วได้

สงบได้ มันก็ยังฟุ้งซ่านได้

เพราะฉะนั้นอย่าได้ปรารถนาแต่แค่สุข ความดี ความสงบ

พวกเราภาวนาเพื่อให้เห็นความจริง ความจริงคือสัจจะ คือธรรมะ

ให้เห็นความจริงของกายของใจ พอเห็นแล้วนี่

จิตใจจะคลายความยึดมั่นถือมั่นเป็นลำดับไป

จะมีความสุขเพิ่มขึ้น สุขโดยที่ไม่ต้องประคอง

ไม่ต้องรักษาอีกแล้ว

ไม่เกี่ยวกับอะไร มีแต่ความสุขอยุ่ในตัวเอง เบิกบาน สดใส"

ขอยกมาเพียงเท่านี้นะครับพี่ชาย big smile

#6 By Q... on 2008-02-19 00:43