นิทาน ของนักเดินทาง ตอนที่ 1
posted on 18 Feb 2008 14:56 by anucsf in Dhama
ต้นสายปลายเหตุของหัวข้อนี้สืบเนื่องมาจากเพื่อนบ้านที่แสนดีท่านหนึ่ง(คุณตังเม) บอกว่า อยากฟังนิทานธรรมะ วันนี้ก็เลยนำนิทานธรรมะที่ครูบาอาจารย์เคยเล่าให้ฟังมารวบรวมไว้อ่านเป็นคติสอนใจ ซึ่งอาจจะมีประโยชน์สำหรับท่านที่แวะเวียนเข้ามา
หากเรื่องที่นำมารวบรวมไว้ มีข้อผิดพลาดซึ่งอาจจะเกิดจากการจดจำ การรับฟังที่ผิดพลาดหรือแม้แต่ ความโง่เขาเบาปัญญาของตัวผมเอง ผมขอรับความผิดนั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว ขอความกรุณาอย่าพาดพิงถึงครูบาอาจารย์เลย
เรื่องแรกเป็นเรื่องของลูกศิษย์หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ซึ่งผมก็ฟังต่อๆมาอีกที
เรื่องมีอยู่ว่ามีลูกศิษย์ของหลวงปู่ดูลย์รูปหนึ่ง ปฏิบัติธรรมแล้วเกิดสภาวะธรรมบางอย่างแล้วคิดว่าตัวท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ จึงรีบจัดแจงบาตรและบริขารต่างๆ เสร็จแล้วจึงแบกกลดขึ้นบ่า ดั้นด้นเดินทาง มาหาหลวงปู่ที่วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ พอมาถึงก็รีบขึ้นกุฎิ แล้วเรียกหาหลวงปู่ทันที ด้วยความที่คิดว่าตนเป็นพระ อรหันต์ และด้วยคิดว่า อาจารย์ของตัวเอง(หลวงปู่ดูลย์)คงปฎิบัติยังไม่ถึงไหน จึงเรียกออกไปด้วยถ้อยคำที่ ปรามาสครูบาอาจารย์ "หลวงตาดูลย์ หลวงตาดูลย์ อยู่ไหม รีบออกมาเร็วๆ เดี๋ยวจะเทศใหฟัง"
หลวงปู่รู้ตั้งแต่ลูกศิษย์ยังมาไม่ถึงและรู้ด้วยว่าลูกศิษของท่านโดนกิเลศเล่นงานเอาซะแล้ว พอท่านออกมา ท่านจึงถามไถ่ว่าเป็นยังไงมายังไง ส่วนลูกศิษย์ก็ไม่รอช้ารีบบอกเลยว่า เขาได้บรรลุธรรมขั้นสูงแล้ว และวันนี้ที่มา ก็เพื่อจะเทศนาโปรดครูบาอาจารย์ให้ได้เห็นธรรมเช่นกับตนเองบ้าง หลวงปู่จึงบอกกับเขาดีๆว่าเขาถูกกิเลศหลอกเอาแล้ว ตอนนี้กำลังเดินผิดทาง และบอกกล่าวตักเตือนอีกหลายอย่าง แต่ลูกศิษย์ไม่ยอมรับฟัง ยังคิดว่าตัวเองบรรลุธรรมแล้วอาจารย์ต่างหากที่ต้องฟังเขา พอใช้ไม้นวมแล้วไม่ได้ผล หลวงปู่จึงต้องใช้ไม้แข็ง ท่านจึงเปลี่ยนท่าทีจากอ่อนโยน มาดุด่าลูกศิษย์แทน พอลูกศิษย์โดนด่าเท่านั้นก็โกรธเคืองหลวงปู่เป็นอย่างยิ่ง คิดในใจว่าเราเป็นพระอรหันต์แท้ๆยังมาด่าเราได้ จึงบอกว่าหลวงปู่ว่าเขาอุตส่าห์เดินทางมาตั้งไกล ก็เพื่อมาบอกธรรมะให้หลวงปู่ เมื่อหลวงปู่ไม่อยากได้ก็ไม่ต้องเอา จากนั้นจึงหยิบไม้กวาดที่วางอยู่ ด้วยนึกว่าเป็นกลดที่ท่านแบกมา เดินแบกไม้กวาดด้วยความโมโหไปจนถึงวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากวัด บูรพารามหลายสิบกิโล จึงหยุดพักและวางกลดลง พอมองเห็นกลดกลายเป็นไม้กวาดเท่านั้นแหละ สติจึงเกิด และรู้ตัวว่าตัวเองได้ทำกรรมอันหนักหนาเอาไว้ทีเดียว มีสติรู้ตัวทันทีว่าตัวเองโดนกิเลศหลอกลวงเอาแล้ว แต่ด้วยความอับอายจึงไม่กล้ากลับไปขอขมาหลวงปู่ ต่อมาเมื่อเห็นว่าเนิ่นนานพอแล้วพระรูปนี้จึงได้รวบรวมความกล้า เดินทางมาพบหลวงปู่อีกครั้ง และกราบขอขมาหลวงปู่ที่ได้พลาดพลั้งล่วงเกินท่าน ซึ่งหลวงปู่ท่านก็ไม่ได้ ถือโทษโกรธเคืองใดๆเลย
เรื่องที่สอง
เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวผมเองสมัยที่ผมยังเรียนอยู่ปีสองของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ขณะนั้นผมได้เร่งความเพียรเผากิเลศเพื่อความหลุดพ้น ทุกวันพอตื่นนอนและก่อนนอนผมจะนั่งสมาธิภาวนาประมาณ 1 ชั่วโมง ช่วงว่างจากคาบเรียนไม่ว่าจะเป็นช่วงพักเที่ยง หรือช่วงที่ชั่วโมงเรียนห่างกันมากๆ ผมก็จะกลับหอพักซึ่งอยู่ไกล้ๆกับมหาวิทยาลัย เพื่อทำสมาธิภาวนา และ ในระหว่างวันผมก็จะทำกรรมฐานที่เรียกว่า มรณานุสติกรรมฐาน คือการระลึกถึงความตายอยู่เนืองๆ และ สีลานุสติกรรมฐาน คือการระลึกถึง ศีลอันบริสุทธิ์ของเราอยู่เนืองๆ(ตอนนั้นไม่เคยล่วงศีล 5 เลยแม้แต่ข้อเดียว)พร้อมทั้งดูลมหายใจเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ทำอยู่หลายเดือนจนเกิดสภาวะธรรมที่ละเอียดอ่อนมันเป็นสภาวะที่อธิบายไม่ได้ แต่มันมีความสุขอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งเห็นหมาถูกรถทับตาย มันก็เกิดธรรมสังเวช แล้วเกิดธรรมปีติ เกิดสภาวะสุขที่หาในโลกนี้ไม่ได้ เป็นเช่นนี้อยู่สองอาทิตย์ จนเริ่มเข้าใจว่าเราบรรลุธรรมขั้นโสดาบันที่เข้าใจว่าตนเองบรรลุธรรมขั้นต้นแล้วเนื่องจากเข้าใจว่าละสังโยชน์สามข้อแรกได้แล้ว
สังโยชน์ คือ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ มี ๑๐ อย่าง คือ
๑. สักกายทิฏฐิ - มีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา
๒. วิจิกิจฉา - สงสัยในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
๓. สีลัพพตปรามาส - ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร หรือนำศีลและพรตไปใช้เพื่อเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นปัจจัยแก่การสิ้นกิเลส เช่นการถือศีลเพื่อเอาไว้ข่มไว้ด่าคนอื่น การถือศีลเพราะอยากได้ลาภสักการะเป็นต้น
๔. กามราคะ - ความติดใจในกามคุณ
๕. ปฏิฆะ - ความโกรธ ความกระทบกระทั่งในใจ
๖. รูปราคะ - ความติดใจในรูปฌาน
๗. อรูปราคะ - ความติดใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย
๘. มานะ - ความถือว่าตัวเป็นนั่นเป็นนี่ ความถือตัวว่า เท่าเทียมเขา ด้วยกว่าเขา สูงกว่าเขา
๙. อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน
๑๐. อวิชชา - ความไม่รู้จริงในธรรม
พระโสดาบันจะละข้อที่ 1-3 ได้
พระสกิทาคามี จะละ ข้อที่ 1-3 ได้ และข้อที่ 4-5 จะเบาบางลงจนแทบเห็นว่าไม่มี(แต่ยังเหลืออยู่)
พระอนาคามีจะละข้อที่ 1-5 ได้
พระอรหันต์จะละได้ทั้ง 10 ข้อ
ในความรู้สึกตอนนั้นสังโยชน์ สามข้อแรกเหมือนมันขาดสะบั้นลงไปแล้ว ไม่มีการยึดถือว่าร่างกายนี้เป็นของเรา
1.ไม่รู้สึกอาลัยหรือเสียดายแม้มันจะแตกดับหรือสลายไปเดี๋ยวนี้ต่อหน้าต่อตา หรือต่อให้แขนขาขาดไปก็ไม่เสียดายรู้สึกเหมือนความตายคือการเป็นเรื่องธรรมดาไม่มีคำว่ากลัวตายแม้แต่น้อย(ไม่ใช่การไม่กลัวแบบบ้าระห่ำนะครับ)
2.ไม่มีความลังเลสงสัยใดๆในพระรัตนไตรทั้งสิ้น
3.ขณะนั้นศีลบริสุทธิ์จริงๆ ยอมตายไม่ยอมให้ศีลด่างพร้อย
ในใจก็กระหยิ่มยิ้มย่องว่าเราได้บรรลุธรรมแล้ว แต่มีอยู่วันหนึ่งผมได้ไปใช้โทรศัพท์อยู่หน้ามหาวิทยาลัย และปลายสายได้ถามผมว่า ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน ด้วยความที่ผมไม่อยากให้เขารู้ว่าผมอยู่ที่ไหนจึงบอกเขาไปว่าผมอยู่ในเมือง พอคำว่าอยู่ในเมืองหลุดจากปากผม เท่านั้นแหละครับเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงมาโลกทั้งโลกดับไปหมด หูผมอื้อตาลายเหมือนจะเป็นลม มารู้สึกตัวอีกทีก็ผ่านไปนาน ผมแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ อนิจจาเมื่อตะกี้เราโกหกเขาไปหรือนี่ สติกลับมาทันที พระโสดาบันจอมปลอมอย่างผมถึงกับซึมไปนานโขเลยทีเดียวกิเลศนี่มันร้ายกาจมากนะครับ
หลังจากที่พอผมรู้ตัวว่าโดนมันหลอก สภาวะธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นมาหายไปหมดเลย ผมกลายเป็นคนธรรมดาเหมือนเดิมอีกครั้ง
ขณะนี้ผ่านมาก็เกือบ 10 ปีแล้ว การเดินทางของผมก็ยังลุ่มดอนๆ แต่ผมก็ยังไม่ท้อ ถึงแม้จะยังไม่ถึงจุดหมายในชาตินี้ อย่างน้อยก็ขอเก็บเสบียงเอาไว้ก่อน จะได้ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาครับ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา
แล้วพบกันอีกครั้งกับนิทานของนักเดินทางตอนที่ 2 นะครับ
edit @ 18 Feb 2008 17:55:23 by Nirvana
เวลาเกิดเรื่องก็ท่องไว้ สติมาปัญญาเกิด น่ะ
สติเตลิดจะเกิดปัญหา
ยิ่งอ่านนิทานใจสงบขึ้นเย่อะค่ะ
ขอบคุณน่ะค่ะ
#1 By sjtree on 2008-02-18 17:46