ปฏิบัติธรรม : ผู้อยู่ใกล้อาจารย์ ไม่แน่ว่าดีเสมอไป
posted on 13 Feb 2008 14:37 by anucsf in Dhama
นานมากแล้วที่ไม่ได้เข้ามา Upblog จนเพื่อนๆถามไถ่กันหลายคนว่าผมหายไปไหน
อันที่จริงก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ แต่งานยุ่งๆเนื่องจากทำงานให้กับหลายบริษัท
แต่ละบริษัทก็อยู่ห่างไกลกันมาก และช่วงนี้ต้องเดินทางไปตรวจงาน ณ หน้างาน
และต้องทำสรุปงานอีกหลายอย่าง ส่วนงานที่ค้างอยู่ก็ยังไม่เสร็จ เลยต้องค่อยๆสะสางทีละเรื่อง
วันนี้ต้องขอโทษด้วยที่บ่นซะจนน่าเบื่อ เอาเป็นว่าเรามาเข้าเรื่องที่จะนำเสนอในวันนี้กันดีกว่า
พอดีผมได้อ่านกระทู้ของอดีตคุณสันตินันท์ หรือ หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ในปัจจุบันนั่นเอง
เลยรวบรวมเอาไว้อ่าน
หากการรวบรวมกระทู้ในครั้งนี้พอจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
ผมขอยกกุศลนั้นถวายแด่หลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ในทางธรรมของผม
............................................................................................................................
ปฏิบัติธรรม : ผู้อยู่ใกล้อาจารย์ ไม่แน่ว่าดีเสมอไป
โพสท์ในลานธรรมเสวนา กระทู้ที่ 000071 โดยคุณ : สันตินันท์ [ 27 มิ.ย. 2542 ]
เนื้อความ :
ผมได้ยินคำปรารภเชิงรำพันของผู้ปฏิบัติอยู่บ่อยครั้งว่าตนเองเข้าวัดช้า หรือเริ่มปฏิบัติช้า ไม่ทันได้ศึกษากับครูบาอาจารย์ที่ดีนับว่าเป็นผู้อาภัพอับวาสนาเสียเหลือเกิน
ความจริงคนเราย่อมได้สิ่งที่สมควรกับตนเองเสมอหากเป็นเวลาก่อนหน้านี้ เรายังไม่สนใจธรรมะแม้จะพบครูบาอาจารย์ที่ดีเพียงใด ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาในทางกลับกัน อาจจะเกิดโทษเสียด้วยซ้ำไปเช่นเมื่อได้ฟังธรรมในขณะที่ไม่พร้อมจิตใจอาจจะเหมือนเชื้อโรคดื้อยา คือธรรมะอะไรก็รู้แล้วทั้งนั้นเวลาจะลงมือปฏิบัติธรรมจริงๆ ไม่ว่าจะฟังธรรมบทใดก็คิดแต่ว่ารู้แล้ว รู้แล้วธรรมไม่สามารถแทรกซึมเข้าสู่จิตใจได้เลย
บางคนอยู่กับครูบาอาจารย์ที่ดี แต่กิเลสเต็มหัวใจแทนที่จะได้ประโยชน์ กลับก่อบาปกรรมให้กับตนเองก็มีผมผ่านสำนักกรรมฐานมามาก ก็พบว่าหลายๆ สำนัก จะมีคนประเภทนี้เสมอคือเข้าไปอยู่กับครูบาอาจารย์ ในลักษณะเป็นกบเฝ้ากอบัวคือได้แต่เฝ้า แต่ไม่เคยได้กินน้ำหวานของดอกบัวเลยหมายถึงไปอยู่กับท่าน แต่ไม่รู้รสธรรมจริงๆ เลยที่แย่กว่านั้น บางคนคุ้นเคยกับครูบาอาจารย์มากเข้าก็แสดงความชั่วหยาบของตนออกมา เที่ยวแสวงหาผลประโยชน์ หรือกระทำสิ่งที่ไม่สมควรต่างๆแบบนี้ก็มีให้เห็นอยู่เสมอๆ
พระเทวทัตนั้น ถ้าท่านไม่ไปเกิดร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้าท่านคงไม่ได้ทำพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิต อนันตริยกรรมอันนี้ก็ไม่เกิดขึ้น นั่นขนาดเกิดร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้า แทนที่จะมีโอกาสทำดีให้ถึงที่สุด กลับกลายเป็นมีโอกาสทำบาปให้ถึงที่สุด
พวกเราผู้ปฏิบัติ จึงไม่ควรน้อยเนื้อต่ำใจ ว่าเราไม่ได้พบครูบาอาจารย์ที่ดี เช่นบางคนบ่นเสียดายว่าไม่ได้พบหลวงปู่ดูลย์เหมือนที่ผมเคยคิดน้อยใจตอนเด็ก ๆ ว่า ไม่ได้พบหลวงปู่มั่น
ผมมีเรื่องมาเล่าให้ฟัง เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าการอยู่กับครูบาอาจารย์ที่ดีนั้น ไม่แน่ว่า เราจะได้ดีเสมอไป
มีพระรูปหนึ่งท่านอยู่กับหลวงปู่ดูลย์มาตั้งแต่เด็ก ตอนเป็นเณรนั้น แทนที่จะสนใจการปฏิบัติธรรม กลับสนใจที่จะปรนนิบัติดูแลหลวงปู่ให้ยิ่งกว่าเณรองค์อื่นแต่ไม่ว่าจะพยายามปรนนิบัติหลวงปู่อย่างไร หลวงปู่ก็ไม่เคยกล่าวชมเชยให้ชื่นใจเลย ไม่เหมือนเณรที่ขยันภาวนา จะได้รับคำชมเชยมากกว่า
เณรรูปนี้ขัดใจขึ้นมา จึงเขียนบัตรสนเท่ทิ้งไว้ตามกุฏิว่า "หลวงปู่เหมือนเทวดาที่ไม่มีความเป็นธรรม และไม่ทราบว่าใครทำดีกับหลวงปู่บ้าง" ก็เกิดเป็นที่ฮือฮากันขึ้นว่า ใครหนอกล้าล่วงเกินหลวงปู่ขนาดนั้น
ด้วยระดับความสามารถของหลวงปู่นั้นทำไมจะไม่ทราบว่า ใครเป็นคนเขียนบัตรสนเท่ แต่ด้วยน้ำใจที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา เมื่อทราบว่าเณรทำผิดเช่นนั้น ท่านก็คิดอุบายผ่อนโทษให้เณร โดยเรียกเณรทั้งหมดมาประชุมกัน แล้วประกาศว่า (สังเกตไหมครับ ว่าท่านไม่เรียกพระมาเลย)ใครทำบัตรสนเท่นี้ เป็นบาปกรรมต่อตัวเองอย่างมาก เพราะล่วงเกินครูบาอาจารย์ ขอให้สารภาพเสีย หากใครทำผิดแล้วสารภาพ หลวงปู่จะให้พร
เณรตัวแสบอยากได้รับพรให้เหนือกว่าเพื่อน ก็สารภาพออกมาว่า ตนเขียนเองและขอขมาหลวงปู่ หลวงปู่จึงให้พรว่า "ขอให้เจริญๆ" (ภายหลังเณรองค์นี้ กลายเป็นเจ้าคุณชั้นเทพ ทั้งที่อายุยังน้อยมาก มีคนศรัทธามากมาย สร้างวัดได้ใหญ่โต มีชื่อเสียงโด่งดังกว่าเพื่อนเณรด้วยกันในยุคนั้น)
เณรรูปนี้มีญาติผู้ใหญ่เป็นพระนักไสยศาสตร์ของเมืองสุรินทร์ แม้จะมีชื่อว่าเป็นศิษย์หลวงปู่ แต่ก็ไม่ได้ทำกรรมฐานแบบหลวงปู่ หากแต่ฝึกฝนวิชาไสยศาสตร์ต่างๆ เช่นการเลี้ยงผี และการใช้ผีไปสะกดจิตคนอื่น ให้ยอมอยู่ในอำนาจ ยิ่งนานวันพลังจิตก็ยิ่งแก่กล้าขึ้นเรื่อย ๆ พออายุครบบวชได้บวชเป็นพระแล้ว ก็เป็นพระประเภทที่โกหกเป็นไฟ เช่นบางคราวหยิบของ ๆ หลวงปู่ไปใช้โดยพลการ เมื่อหลวงปู่จำเป็นจะต้องใช้ของนั้น พระรูปนี้ก็จะบอกว่าตนไม่รู้ไม่เห็น หลวงปู่ถึงกับรำพึงออกมาดัง ๆ ว่า "พระบางองค์ลืมถือศีล 5"
เมื่อพระรูปนี้ไปสร้างวัดขึ้นแถวสมุทรสงคราม ญาติโยมที่ไปทำบุญกับท่าน จะเต็มอกเต็มใจถวายเงินทองให้ท่าน เพราะท่านมีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องการสะกดคนอยู่แล้ว เวลามีพระไปหาท่านที่วัด ท่านจะรีบถามพระอาคันตุกะว่ามีอายุพรรษาเท่าใดหากพระอาคันตุกะบอกเท่าใดแล้ว ท่านจะบอกว่า ท่านพรรษามากกว่าเสมอ เพื่อเป็นฝ่ายรับการกราบไหว้จากพระอาคันตุกะนอกจากนี้ยังแอบอ้างว่า ตนเองคือท่านเจ้าคุณอุบาลี สิริจันโท กลับชาติมาเกิด ทั้งนี้เพราะพระป่า จะเคารพท่านเจ้าคุณอุบาลีมาก เนื่องจากอาวุโสกว่าหลวงปู่มั่นเสียอีก
แม้แต่ที่วัดบูรพาราม ท่านรูปนี้ก็นำรูปของท่านเองไปตั้งไว้คู่กับรูปหลวงปู่ เพื่อให้คนเคารพกราบไหว้หลวงปู่พร้อมกับท่านด้วยเสมอ
ท่านรูปนี้แหละ ที่ก่อความอื้อฉาวเกี่ยวกับการขอสมณศักดิ์ คือวิ่งหลอกทางนั้นที ทางนี้ที จนตนเองได้สมณศักดิ์ชั้นเทพ ทั้งที่อายุยังน้อย
แม้จะมีความเจริญในสมณเพศ ตามพรที่หลวงปู่พยายามจะให้ แต่เมื่อเรื่องของท่านเริ่มจะอื้อฉาวขึ้นทุกที เพราะกรรมของท่านในที่สุดก็ลาสิกขา ออกไปเดินสายตามนักการเมืองเที่ยวหาเสียงในขณะนี้แล้วก็สร้างข่าวใหญ่เรื่องให้หวยแม่น
ก็อย่างที่ผมกล่าวมานั่นแหละครับ คนที่อยู่กับครูบาอาจารย์ที่ดี ไม่จำเป็นว่าจะต้องดีเสมอไป ไม่เฉพาะรายนี้นะครับ สำนักใหญ่อื่นๆ ก็มีคนประเภทนี้แอบแฝงอยู่เหมือนกัน ถึงขนาดบางสำนักพอสิ้นครูบาอาจารย์แล้ว ทั้งชาวบ้านรอบวัด และศิษย์ร่วมสำนักไม่ยอมกลับไปเหยียบวัดของอาจารย์อีก เพราะไม่อยากคบค้ากับพระประเภทนี้ ก็มีเหมือนกัน
ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพื่อบอกกับพวกเรา 2 ประการคือ ประการแรก การที่พวกเราเริ่มสนใจการปฏิบัติธรรมในขณะที่พระพุทธศาสนายังดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์นับว่าเป็นวาสนาอย่างยิ่งอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องเสียดายว่า ไม่ได้พบครูบาอาจารย์องค์นั้นองค์นี้ เพราะเราได้พบตัวแทนพระพุทธเจ้า คือพระธรรม อยู่แล้ว
ประการที่ 2 การจะเข้าวัด กระทั่งวัดป่า จะต้องรู้จักพิจารณาให้รอบคอบเพราะของปลอม มีมานานแล้วครับโดยเฉพาะผู้หญิงทั้งหลายนั้น ต้องรอบคอบให้มากหน่อยอย่าให้ความศรัทธานำหน้าปัญญาเป็นอันขาดเพราะพอหลงศรัทธาแล้ว ก็มักทำบุญหนักมากกว่าผู้ชายเสียอีก
ทำบุญแล้วได้บำรุงพระศาสนาก็ดีไปเกิดเอาไปบำรุงอลัชชีเข้า ประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มเสียครับ
จากคุณ : สันตินันท์ [ 27 มิ.ย. 2542 ]
edit @ 13 Feb 2008 15:10:51 by Nirvana
(การกระทำของเราเอง)
#1 By นายฉิม on 2008-02-13 15:14