แบบฝึกหัดให้จิตเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
posted on 08 Dec 2007 13:44 by anucsf in Dhama
ประทีปส่องธรรม : แบบฝึกหัดให้จิตเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
--------------------------------------------------------------------------------
ตอนที่ 57
จิตที่รู้สึกตัวพร้อม
แบบฝึกหัดให้จิตเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
ลองฝึกบ่อยๆ ไม่นานก็จะเข้าใจในสิ่งที่ผู้เขียนกล่าว
1. ลองสังเกตจิตใจตนเองในเวลาที่มองเห็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ จะพบว่าจิต (ของเรา) ทะยานหลงไปเกาะกับภาพนั้น จนลืมความรู้สึกตัว หรือจะลองเพ่งนิ้วหัวแม่มือตนเองสักครู่หนึ่ง แล้วค่อยสังเกตรู้ทันจิตที่ไหลไปเกาะอยู่ที่นิ้วหัวแม่มือก็ได้
2. ลองสังเกตจิตใจตนเองในเวลาคิด จะพบว่าเรารู้เรื่องที่คิด แต่ไม่รู้ทันว่าจิตกำลังคิดอยู่ เป็นการหลงไปในโลกของความคิด จนลืมความรู้สึกตัว
3. ลองกำหนดลมหายใจ หรือกำหนดท้องพองยุบ หรือกำหนดการยกเท้าย่างเท้า ไปสักช่วงหนึ่ง แล้วสังเกตดูจิตใจที่หลง/ไหลไปจมแช่อยู่กับลมหายใจ หรืออาการพองยุบ หรืออาการยกย่าง จนลืมความรู้สึกตัว
(แบบฝึกหัดข้อ 1-3 เป็นการฝึกให้รู้ทันความไม่ตั้งมั่นของจิต เมื่อรู้ทันแล้ว จิตจะเกิดความตั้งมั่น (ขณิกสมาธิ) ได้เอง)
4. ลองสุ่มสังเกตความรู้สึกของตนเองเป็นระยะๆ (แต่ห้ามจ้องดู ตลอดเวลาเพราะจะกลายเป็นการเพ่งจ้องที่ผิดธรรมชาติไป) แล้วรู้ว่า เมื่อกี้นี้เผลอ เมื่อกี้นี้คิด เมื่อกี้นี้เพ่ง เมื่อกี้นี้โกรธ เมื่อกี้นี้โลภ เมื่อกี้นี้หดหู่ ฯลฯ ขณะนี้ยืน ขณะนี้เดิน ขณะนี้นั่ง ขณะนี้นอน ให้หัดตามรู้รูปนามอย่างนี้อยู่เนืองๆ
(แบบฝึกหัดข้อ 4 เป็นการฝึกตามรู้สภาวะของรูปนาม จนกระทั่งเกิดสติขึ้นเอง โดยไม่ได้จงใจจะทำให้สติเกิดขึ้น สติชนิดนี้จะว่องไวโปร่งโล่งเบาสบาย ไม่ใช่สติแข็งกระด้าง อันเกิดจากความอยากมีสติหรือความอยากปฏิบัติธรรม (มีนักปฏิบัติจำนวนมากทีเดียวที่เอาสติตรึงความรู้สึกไว้ที่กาย จนรู้สึกว่าสามารถรู้สึกตัวอยู่ได้ตลอดเวลา การทำอย่างนั้นไม่ถูกต้องเลย เพราะเป็นการปฏิบัติด้วยตัณหา ผลก็คือจิตจะแข็งกระด้างและกายจะแข็งทื่อๆ ไม่ใช่การตามรู้อารมณ์ แต่เป็นการดักรู้หรือรอรู้) อนึ่งการตามรู้จิตจะมีลักษณะการรู้ถึงจิตที่เพิ่งดับไป แต่การตามรู้กายสามารถรู้ได้ในปัจจุบันเพราะกายเป็นรูปซึ่งมีอายุยืนยาว กว่าจิตมาก)
นอกเหนือจากการมีสติรู้ทันความไหว/นิ่งของจิตจนเกิดความรู้สึกตัวแล้ว ยังมีอุบายวิธีของสำนักปฏิบัติอีกหลายแห่งที่ใช้สร้างความรู้สึกตัวได้เช่นกัน เช่นการทำจังหวะการเคลื่อนไหวมือของนักปฏิบัติสายหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ และการรู้รูปนามในอิริยาบถ 4 เป็นต้น หากปฏิบัติแล้วไม่หลงเพ่งมือ เพ่งท้อง เพ่งเท้า เพ่งกายทั้งกาย หรือเพ่งความรู้สึกนึกคิด แต่มีสติรู้ทันสภาวะความไหว/นิ่งของกายหรือจิต ก็สามารถสร้างความรู้สึกตัวทั่วพร้อมขึ้นได้เช่นกัน ด้วยความจริงข้อนี้เอง ทำให้ผู้เขียนไม่ปฏิเสธวิธีการปฏิบัติธรรมของเพื่อนนักปฏิบัติในสาย/สำนักปฏิบัติอื่นๆ ที่เน้นการเจริญสติหรือการมีความรู้สึกตัว เพราะแม้เบื้องต้นจะเดินมาจากประตูคนละด้าน แต่เมื่อเข้าประตูได้แล้ว ก็เข้าถึงสภาวะอันเดียวกันได้เอง
มีจุดที่น่าสังเกตประการหนึ่งก็คือ ผู้ที่ไม่เคยศึกษาปฏิบัติธรรมมาก่อน เมื่อฟังธรรมแล้วมักจะเกิดความรู้สึกตัวได้ง่าย แต่ผู้ที่เคยฝึกหัดมาในทางมิจฉาสมาธิ คือบรรดานักเพ่งและนักดัดแปลงจิตและอารมณ์ทั้งหลาย จะเกิดความรู้สึกตัวได้ยาก ทั้งนี้อาจเกิดจากสาเหตุหลายประการคือ (1) จิตมีความคุ้นเคยที่จะเพ่งอารมณ์ จนไม่ สามารถจะรู้อารมณ์ได้โดยไม่เพ่ง (2) จิตมีความอยาก (ตัณหา) ปฏิบัติ ธรรมที่รุนแรง บงการให้เกิดการกระทำทางกายและทางใจตั้งมากมาย แทนที่จะตามรู้กายตามรู้ใจไปตามธรรมดาที่กำลังเป็นอยู่ (3) การมีความคิดความเห็นเดิมๆ (ทิฏฐิ) อยู่มาก เมื่อได้ฟังธรรมเรื่องการเจริญสติก็มักจะพยายามศึกษาเปรียบเทียบ จนความคิดปิดกั้นการรู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏจนหมดสิ้น และ (4) การมีความถือตัว (มานะ) ว่า เป็นนักปฏิบัติ ยิ่งคนที่ทำมานานจนชำนาญในกีฬาทางจิต หรือคนที่เป็นผู้นำกลุ่ม จะเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ยากมาก บุคคลเหล่านี้หากต้องการเรียนรู้เรื่องความรู้สึกตัว จะต้องกล้าหาญพอที่จะสลัดความคิด ความเชื่อ ความเคยชินเก่าๆ ความพยายามดิ้นรนค้นคว้า และความถือตัวทิ้งเสียก่อน หากทำจิตให้เหมือนถ้วยชาที่ว่างเปล่าได้ ก็จะเรียนรู้เรื่องความรู้สึกตัวได้ไม่ยากนัก
.................................................................
วันนี้มาทำงานตอนเที่ยง ยังไม่ได้ทำงานเลย ขอ Up Blog ก่อนก็แล้วกันนะครับ
สิ่งที่เอามาลงในวันนี้ ผมขอให้ท่านผู้อ่านลองพิจาณาดูก่อน
อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้ลองทำตามดูนะครับ
ถ้าทำก็ต้องทำอย่างจริงจังและต่อเนื่องสักเดือนสองเดือน
ค่อยสรุปผลที่ได้ ว่าเป็นเช่นไร
หากจะลองทำดูก็ไม่เสียหลาย
เพราะถ้าไม่ได้ผลตามนั้นจริงท่านก็จะได้รู้ว่าวิธีนี้ไม่เหมาะกับท่าน
แต่ถ้าได้ผลดีก็เป็นประโยชน์กับตัวท่านเอง
ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปนะครับ
ปล.เรื่องนี้มีข้อสงสัยว่า ทางมีหลายทาง หรือทางเดียวคะ ถึงจะไปถึงเป้าหมายเดียวกันได้ กำลังคิดอะไรอยู่ค่ะ
#1 By tungmay on 2007-12-08 15:26