Custom Search

 

 

 

 

จากหนังสือ ประทีปส่องธรรม(โดยหลวงพ่อปราโมทย์  ปาโมชฺโช)

ประทีปส่องธรรม : จิตที่รู้สึกตัวทั่วพร้อม

--------------------------------------------------------------------------------

ตอนที่ 56

จิตที่รู้สึกตัวทั่วพร้อม

จิตที่รู้สึกตัวทั่วพร้อม มีลักษณะดังนี้คือ (1) เป็นจิตที่ตั้งมั่นเป็นตัวของตัวเอง มีความสงบระงับอยู่ตามธรรมดา (มีสัมมาสมาธิ) โดยไม่หลงเพลินไปกับอารมณ์ทางทวารทั้ง 6 และไม่หลงเพ่งตรึงความรู้สึกให้แนบแน่นอยู่กับกายหรือใจ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (2) เป็นสภาวะรู้ที่ปลอดโปร่ง เบา รู้สบายๆ รู้กว้างครอบคลุม คือถ้ารู้กายก็รู้สบายๆ ทั้งกาย เหมือนที่รู้สึกถึงความสบายทั่วกายหลังจากเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ๆ ถ้ารู้จิตก็รู้อย่างปลอดโปร่งโล่งเบาเหมือนคนไม่มีภาระใดๆ แต่ทั้งนี้ไม่ใช่สภาวะรู้ที่เบาหวิวหรือเคลิบเคลิ้มเลื่อนลอย และไม่ถึงขั้นรู้ตัวชัดกริบด้วยสติที่แข็งเกินควร (3) เป็นจิตที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้จงใจทำให้เกิดขึ้น เพียงมีสติรู้ทันความหลงก็เกิดจิตที่รู้สึกตัวขึ้นได้แล้ว แต่หากจงใจรู้สึกตัว จะเป็นความรู้สึกตัวอย่างแข็งๆ หนักๆ นำไปใช้ประโยชน์ ในการเจริญวิปัสสนาไม่ได้จริง

จิตที่รู้สึกตัวทั่วพร้อมสามารถมีสติอัตโนมัติขึ้นมารับรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏอย่างสักว่ารู้ (มีสัมมาสติ) คือรู้โดยไม่ต้องตั้งใจจะรู้ และเมื่อรู้แล้วก็ไม่ถูกอารมณ์ชักพาให้หลงลืมตัว หรือไม่หลงปรุงแต่งความคิดขึ้นมา หรือแม้ความคิดเกิดขึ้น ก็สามารถทรงความรู้ตัวอยู่ได้โดยไม่หลงตามความคิดไป ทำให้สมมุติบัญญัติไม่สามารถปิดบังอารมณ์ปรมัตถ์ (รูปนาม) ได้ จิตที่รู้สึกตัวจึงสามารถรู้อารมณ์ปรมัตถ์ได้ ในขณะที่จิตหลงไม่สามารถรู้อารมณ์ปรมัตถ์ได้ จะรู้ได้เพียงอารมณ์บัญญัติเท่านั้น และเมื่อจิตรู้อารมณ์ปรมัตถ์ได้แล้ว ก็ย่อมสามารถรู้รูปนามทั้งหลายได้ตรงตามความเป็นจริง จนเกิดภาวนามยปัญญาอันเป็นสัมมาทิฏฐิได้ในที่สุด

สรุปแล้ว ถ้าจะให้จิตเกิดความรู้สึกตัว ก็ให้ใช้สติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น หรือจิตที่หลง/ไหลไปตามอารมณ์ทางทวารทั้ง 6 (หลวงปู่ดูลย์ ท่านเรียกว่า จิตส่งออกนอก ซึ่งก็คือจิตที่หลงทะยานไปยึดอารมณ์ด้วยอำนาจของตัณหา 6 นั่นเอง) เมื่อรู้ทันแล้ว จิตจะเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและตั้งมั่นอย่างเป็นธรรมชาติธรรมดาที่สุดโดยอัตโนมัติ (ไม่เหมือนความรู้สึกตัวที่แกล้งทำขึ้นด้วยอำนาจของตัณหา ซึ่งจะมีอาการแข็งๆ ทื่อๆ ผิดธรรมดาอย่างยิ่ง) เป็นสภาพรู้ ตื่น เบิกบาน เบา สบาย ประกอบด้วยโสมนัสเวทนาหรืออุเบกขาเวทนา และเป็นตัวของตัวเองอย่างยิ่ง แต่สภาวะอันนี้ก็ทรงอยู่ได้เพียงชั่วขณะ เพราะเป็นความตั้งมั่นด้วยขณิกสมาธิ แล้วจิตก็จะหลงอารมณ์อีก ก็ให้รู้ทันอีก

หัดตามรู้ทันบ่อยๆ เข้า จิตจะจดจำสภาวธรรมต่างๆ ได้มากขึ้นๆ เช่นรู้ว่า หลงดูเป็นอย่างนี้ หลงฟังเป็นอย่างนี้ หลงเหม่อเป็นอย่างนี้ หลงคิดเป็นอย่างนี้ หลงตั้งท่าปฏิบัติเป็นอย่างนี้ หลงหาว่าจะดูอารมณ์ (ทางใจ) อะไรดีเป็นอย่างนี้ หลงเพ่งเป็นอย่างนี้ หลงแทรกแซงจิตและอารมณ์เป็นอย่างนี้ ฯลฯ ทั้งยังจะรู้จักอารมณ์ในฝ่ายรูปธรรมนามธรรมอื่นๆได้ด้วย เช่นรูปยืนเป็นอย่างนี้ อาการหลงว่าเรายืนเป็นอย่างนี้ รูปนั่งเป็นอย่างนี้ อาการหลงว่าเรานั่งเป็นอย่างนี้ ความสุขเป็นอย่างนี้ อาการหลงว่าเราสุขเป็นอย่างนี้ ความทุกข์เป็นอย่างนี้ อาการหลงว่าเราทุกข์เป็นอย่างนี้ ความโกรธเป็นอย่างนี้ อาการที่จิตหลง/ไหลไปตามความโกรธจนกลายเป็นเราโกรธเป็นอย่างนี้ เป็นต้น

ยิ่งจิตรู้จักและจดจำสภาวธรรมได้มากและแม่นยำ สติจะยิ่งเกิดได้เร็วขึ้นๆ และปัญญาจะรู้ทันสภาวธรรมเหล่านั้นเนืองๆ จนเกิดความรู้จริง และรู้ปล่อยวางได้ในที่สุด ดังนั้นผู้ที่หัดสร้างความรู้สึกตัว ด้วยวิธีการมีสติรู้ทันความหลงของจิตที่หลง/ไหลไปทางทวารทั้ง 6 จึงสามารถ เจริญวิปัสสนาต่อไปได้เลย (ไม่เหมือนการทำฌาน ที่ต้องทำฌานก่อน แล้วจึงเจริญวิปัสสนาด้วยจิตที่ตั้งมั่นในภายหลัง)

 

.....................................................................................

 

หัวข้อที่ผ่านมาผมได้นำ บทที่กล่าวถึง การเตรียมความพร้อมของจิตด้วยการสร้าง "ความรู้สึกตัว"

และครั้งหน้าตอนที่จะกล่าวถึงคือ    "แบบฝึกหัดให้จิตเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม"

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เข้ามารับอ่านข้อธรรมค่ะพี่แอนดี้
ขอบคุณสำหรับข้อธรรมะดีดีเสมอนะคะbig smile

#1 By knights of gemini on 2007-12-05 10:17

big smile big smile big smile big smile big smile

ขอบคุณค่ะ big smile

#2 By tungmay on 2007-12-05 12:29

ขอบคุณค่ะ ช่วงนี้ต้องการยารักษาใจอยู่เชียว ทั้งเหนื่อยและเบื่อ big smile

#3 By สาวโรงงาน on 2007-12-05 22:04

สวัสดียามเช้าคะพี่แอนดี้ (เพิ่งทราบชื่อพี่จากน้องจูน ชื่อพี่น่ารักมากคะ) ตอนนี้พลอยจ๋าก็กำลังฝึกจิตให้หัดตามรู้ทันอารมณ์อยู่ตลอดเวลาน่ะคะ แต่ค่อนข้างช้า ประมาณว่าหลงไปแล้วปรุงแต่งไปแล้ว ค่อยไปจับจิตได้ แหะๆ แต่รู้ช้ายังดีกว่าไม่รู้เลยเนอะ

เมื่อวานก็ตัฒหาแรงกล้ามากพยายามเลือกว่าปลาชนิดไหนที่ ราดพริกแล้วอร่อย ขณะที่กำลังคิดๆนั้นก็รู้ตัวขึ้นได้ว่า เอะ..เรากำลังเอาจิตไปปรุงแต่งอีกแล้วนะ 555 พอรู้ตัวก็ตัดสินใจเลยคะ ไม่กินปลาดีกว่า หันไปซื้อเนื้อไก่แทน กิกิ แบบนี้พลอยจ๋าเข้าขั้นไหนคะพี่แอนดี้embarrassed


surprised smile surprised smile surprised smile

#4 By พี่พลอยจ๋า on 2007-12-06 09:48

อ้อ ลืมบอกค่ะ เดี๋ยวจะติดตามแบบฝึกหัดจิตให้เกิดความรู้พร้อมนะค่ะ กำลังสนใจอยู่พอดีค่ะ ขอบคุณมากๆนะคะที่นำสิ่งดีๆมาฝากกันอยู่เสมอๆ

surprised smile surprised smile surprised smile

#5 By พี่พลอยจ๋า on 2007-12-06 09:50

ก็ดีใจนะครับถ้าสิ่งที่เอามาลงไว้ที่นี่พอจะมีประโยชน์บ้าง

สำหรับน้องจูนพี่เป็นกำลังใจให้ พยายามดูความเผลอเข้านะครับ ถ้ากลับมาเมืองไทย จะพาไปฟังธรรมของหลวงพ่อปราโมทย์ที่สวนสันติธรรม

สำหรับคุณตังเม เพื่อนบ้านที่แสนดี บางทีคำตอบที่คุณกำลังค้นหา อาจจะอยู่แค่ปลายจมูกเท่านั้นเอง big smile


สำหรับคุณสาวโรงงาน เพื่อนบ้านที่แสนดีอีกคน สู้ครับ เป็นกำลังใจให้เสมอ big smile


สำหรับคุณพลอย เป็นนักสู้ที่จิตใจเข้มแข็งมากคนหนึ่ง ทางเดินสายนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับคนเก่ง แต่มีไว้สำหรับคนที่สู้ไม่ถอยครับ ถ้าเราตามดูมันเรื่อยๆ เราจะเข้าใจธรรมชาติของจิตอย่างแจ่มแจ้ง เมื่อใดที่เราเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เราก็จะละมันได้อย่างเด็ดขาด ไม่กลับมาย้อมใจเราได้อีกแล้ว
สำหรับเรื่องที่คุณพลอยเคยเกริ่นเอาไว้เรื่อง นัดเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มา ปฏิบัติธรรมร่วมกันผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แต่ คงต้องหาเวลาว่างที่เราว่างพร้อมกันซึ่งก็คงจะยาก แต่คงไม่เกินความตั้งใจของพวกเรา

big smile big smile big smile

#6 By Nirvana on 2007-12-06 13:21

*-*

สวัสดีครับ พี่แอนดี้...

ผมเรียกตามคนอื่นนะครับ

เห็นพี่แวะมาที่บล็อกผมบ่อยๆ ก็เลยแอบตามมาครับ

แล้วก็เจอขุมทรัพย์ทางปัญญากล่องใหญ่เลย

ดีใจมากครับ ดีใจจริงๆ ที่ได้เจอบล็อกที่พึ่งทางจิตใจอย่างนี้...

ขอบคุณสำหรับการเตือนสติให้ผมนะครับ

แล้วจะแวะมาใหม่ครับพี่แอนดี้...

^-^V

#7 By ::poompuien:: on 2007-12-06 18:18

จะจดจำและนำไปปฏิบัติค่ะbig smile

ว่าแต่หลวงพ่อปราโมทย์ท่านรับคนนอกไหมคะ
ฟัง CD ท่านมาได้เกือบปีแล้วอยากไปกราบนมัสการท่านซักครั้ง

แล้วสวนสันติธรรมนี่มีรถผ่านไหมคะเคยเข้าไปดูในเว็บเขาบอกว่ามีรถตู้ที่อนุสาวรีย์แต่ยังไม่เคยไปค่ะ
sad smile

#8 By kaew on 2007-12-06 18:42

ขอบคุณมากนะครับคุณ Poompuien ที่อุตส่าห์มาเยี่ยมบ้านเล็กๆหลังนี้แถมยังช่วยโปรโมตอีกต่างหาก ผมก็ชอบไปเยี่ยมบ้านของคุณเหมือนกัน เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้ และขอแนะนำเลยนะครับสำหรับท่านใดที่ยังไม่เคยแวะไปเยี่ยมบ้านแห่งเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เชิญได้เลยครับที่ http://Poompuien.exteen.com รับรองไม่ต้องกินปลาก็ฉลาดได้


และตอบคำถามสำหรับคุณหนอนน้อยครับ
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ท่านสอนธรรมะทุกวัน ยกเว้นวันหยุดของสวนสันติธรรม ไม่ว่าคนนอกคนในท่านเมตตาสอนหมดครับ ไม่ต้องห่วง แต่ทางเข้าอาจจะลำบากสักนิด ไม่มีรถผ่าน แต่เหมามอเตอร์ไซด์ หรือ รถยนต์ จากศรีราชาไปก็ได้ ประมาณร้อยกว่าบาท
เช็ควันหยุด และ ดู แผนที่ของสวนสันติธรรมได้ที่ http://www.wimutti.net/

มีรถตู้เดินทางมาที่สวนสันติธรรม ทุกเสาร์-อาทิตย์ (และพิเศษเพิ่มวันจันทร์ที่ ๒ ของเดือน)
วันเสาร์ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร ๐๒-๒๗๙-๗๘๓๘
วันอาทิตย์ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่โทร ๐๘๖-๗๘๐-๔๓๖๘

ลองมาพบท่านดูแล้วจะรู้ว่า พระแท้เป็นเช่นไร

big smile big smile big smile

#9 By Nirvana on 2007-12-06 20:40

คำถาม จิตมีอาหารหรือไม่
คำถาม จิตที่ไม่มีอะไรเลย ย่อมไร้ความรู้สึก อย่างนั้นใช่หรือไม่?
คำถาม จิตไม่ยืดมั่นอยู่กับอะไรหรือสิ่งใด ตอนแรกว่าอย่างนั้น ตอนท้ายกลับให้ยึดมั่นกับรูป กับความคิด อย่างนี้มิขัดกันหรือ?

ความเจริญในธรรมมีแด่ท่าน

#10 By เมตตา on 2007-12-06 23:17

ช่วงนี้ไม่ได้ตั้งใจดู แต่ก็มีสติเกิดบ่อย

เหมือนกับว่า

เราไม่พยายาม

เราไม่ขวานขวาย

แต่เขาก็ทำของเขาเอง

แต่ก่อน ทำแล้วเหนื่อย ๆ เบื่อๆ

แต่เดี๋ยวนี้ สบาย ไม่ต้องบังคับ เช้าสาย บ่าย

เค้าดูเอง รู้สึกสบาย ต่างจากเมื่อก่อนเล็กน้อย

แต่สติเกิดไม่บ่อยหรอกนะคับ big smile

พี่แอนดี้... ชื่อนี้ท่านได้แต่ใดมา confused smile

#11 By Q... on 2007-12-07 09:28

ตอบคำถามของคุณ เมตตานะครับ
ก่อนอื่นก็ต้องขอออกตัวก่อนว่าผมเป็นนักเดินทางที่กำลังหัดก้าวเดิน ความรู้อาจจะน้อย การตอบคำถามอาจจะผิดบ้างถูกบ้างก็ต้องขออภัย หากมีข้อผิดพลาด ก็ถือว่าเป็นความผิดของผมเองที่ปัญญายังทึบอยู่ ไม่ได้เกี่ยวกับครูบาอาจารย์แต่อย่างใด

คำถาม จิตมีอาหารหรือไม่
คำตอบ ผมขอยกข้อความของคุณ ฐานาฐานะ จากลานธรรมมาเป็นคำตอบก็แล้วกันนะครับ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘
สังยุตตนิกาย นิทานวรรค

๓. ปุตตมังสสูตร

[๒๔๐] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ อย่าง เพื่อความดำรงอยู่ของสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด
อาหาร ๔ อย่างนั้นคือ
๑. กวฬีการาหาร หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง
๒. ผัสสาหาร
๓. มโนสัญเจตนาหาร
๔. วิญญาณาหาร
ภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ อย่างเหล่านี้แล เพื่อดำรงอยู่แห่งสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ

[๒๔๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กวฬีการาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร
ภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า ภรรยาสามี ๒ คน ถือเอาสะเบียงเดินทางเล็กน้อย แล้วออกเดินไปสู่ทางกันดาร
เขาทั้งสองมีบุตรน้อยๆ น่ารักน่าพอใจอยู่คนหนึ่ง เมื่อขณะทั้งสองคนกำลังเดินไปในทางกันดารอยู่ สะเบียงเดินทางที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยนั้นได้หมดสิ้นไป แต่ทางกันดารนั้นยังเหลืออยู่ เขาทั้งสองยังข้ามพ้นไปไม่ได้
ครั้งนั้น เขาทั้งสองคนคิดตกลงกันอย่างนี้ว่า สะเบียงเดินทางของเราทั้งสองอันใดแลมีอยู่เล็กน้อย สะเบียงเดินทางอันนั้นก็ได้หมดสิ้นไปแล้ว แต่ทางกันดารนี้ยังเหลืออยู่ เรายังข้ามพ้นไปไม่ได้ อย่ากระนั้นเลย เราสองคนมาช่วยกันฆ่าบุตรน้อยๆ คนเดียว ผู้น่ารัก น่าพอใจคนนี้เสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง
เมื่อได้บริโภคเนื้อบุตร จะได้พากันเดินข้ามพ้นทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น
ถ้าไม่เช่นนั้นเราทั้งสามคนต้องพากันพินาศหมดแน่
ครั้งนั้น ภรรยาสามีทั้งสองคนนั้น ก็ฆ่าบุตรน้อยๆ คนเดียวผู้น่ารัก น่าพอใจนั้นเสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็ม และเนื้อย่าง เมื่อบริโภคเนื้อบุตรเสร็จ ก็พากันเดินข้ามทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น เขาทั้งสองคนรับประทานเนื้อบุตรพลาง ค่อนอกพลางรำพันว่า ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ดังนี้
เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นอย่างไร
คือว่าเขาได้บริโภคเนื้อบุตรที่เป็นอาหารเพื่อความคะนองหรือเพื่อความมัวเมา หรือเพื่อความตบแต่ง หรือเพื่อความประดับประดาร่างกายใช่ไหม

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า หามิได้ พระเจ้าข้า
จึงตรัสต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้น เขาพากันรับประทานเนื้อบุตรเป็นอาหารเพียงเพื่อข้ามพ้นทางกันดารใช่ไหม
ใช่ พระเจ้าข้า
พระองค์จึงตรัสว่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า บุคคลควรเห็นกวฬีการาหารว่า [เปรียบด้วยเนื้อบุตร] ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล
เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กวฬีการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณ
เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณได้แล้ว สังโยชน์อันเป็นเครื่องชักนำอริยสาวกให้มาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี ฯ

[๒๔๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ผัสสาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร
เหมือนอย่างว่า แม่โคนมที่ไม่มีหนังหุ้ม ถ้ายืนพิงฝาอยู่ก็จะถูกพวกตัวสัตว์อาศัยฝาเจาะกิน
ถ้ายืนพิงต้นไม้อยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ชนิดอาศัยต้นไม้ไชกิน
หากลงไปยืนแช่น้ำอยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ที่อาศัยน้ำตอดและกัดกิน
ถ้ายืนอาศัยอยู่ในที่ว่าง ก็จะถูกมวลสัตว์ที่อาศัยอยู่ในอากาศเกาะกัดและจิกกิน
เป็นอันว่าแม่โคนมตัวนั้นที่ไร้หนังหุ้มจะไปอาศัยอยู่ในสถานที่ใดๆ ก็ถูกจำพวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้นๆ กัดกินอยู่ร่ำไป ข้อนี้ฉันใด
เรากล่าวว่า พึงเห็นผัสสาหารฉันนั้นเหมือนกัน
เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ผัสสาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้เวทนาทั้งสามได้
เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้เวทนาทั้งสามได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ

[๒๔๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มโนสัญเจตนาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร
เหมือนอย่างว่า มีหลุมถ่านเพลิงอยู่แห่งหนึ่ง ลึกมากกว่าชั่วบุรุษ เต็มไปด้วยถ่านเพลิง ไม่มีเปลว ไม่มีควัน ครั้งนั้นมีบุรุษคนหนึ่งอยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากตาย รักสุข เกลียดทุกข์เดินมา บุรุษสองคนมีกำลังจับเขาที่แขนข้างละคนคร่าไปสู่หลุมถ่านเพลิง
ทันใดนั้นเอง เขามีเจตนาปรารถนาตั้งใจอยากจะให้ไกลจากหลุมถ่านเพลิง
ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะเขารู้ว่า ถ้าเขาจักตกหลุมถ่านเพลิงนี้ ก็จักต้องตายหรือถึงทุกข์แทบตาย ข้อนี้ฉันใด
เรากล่าวว่าพึงเห็นมโนสัญเจตนาหาร ฉันนั้นเหมือนกัน
เมื่ออริยสาวกกำหนดมโนสัญเจตนาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ตัณหาทั้งสามได้แล้ว
เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ตัณหาทั้งสามได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ

[๒๔๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร
เหมือนอย่างว่า พวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้กระทำผิดได้แล้วแสดงแก่พระราชาว่า ขอเดชะ ด้วยโจรผู้นี้กระทำผิด ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามที่ทรงเห็นสมควรเถิด
จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้
เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ช่วยประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้า

ต่อมาเป็นเวลาเที่ยงวัน พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม
จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงช่วยกันประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน
เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน

ต่อมาเป็นเวลาเย็น พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอีกอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง
เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม
จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น
เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น

ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายยังเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน
คือว่า เมื่อเขากำลังถูกประหารด้วยหอกร้อยเล่มตลอดวันอยู่นั้น จะพึงได้เสวยแต่ทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหาร นั้นเป็นเหตุเท่านั้น มิใช่หรือ
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกแม้เล่มเดียว ก็พึงเสวยความทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุ แต่จะกล่าวไปไยถึง เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่มเล่า ข้อนี้ฉันใด
เรากล่าวว่า จะพึงเห็นวิญญาณาหารฉันนั้นเหมือนกัน

เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้วก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้แล้ว
เมื่ออริยสาวกมากำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เรากล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ

จบสูตรที่ ๓

ที่มา :-
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘
สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
ปุตตมังสสูตร
http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=16&A=2620&Z=2696

และอีกอันเป็น เทศนาของ หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ผมคัดลอกมาเพียงบางส่วน

ธรรมชาติของจิตมันต้องคิดอยู่แล้ว ห้ามมันไม่ได้ ความคิดเป็นอาหารของจิต กายของเรามีอาหารที่เรารับประทานเป็นอาหารเลี้ยงมัน แต่ว่าจิตของเรานี้มีความคิดเป็นเครื่องเลี้ยงมัน ทีนี้เราจะเอาประโยชน์จากความคิด เราพยายามทำจิตของเราให้มีสติมากขึ้นๆ แค่นี้เองหลักการปฏิบัติ

ที่มาของ พระธรรมเทศนาของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
http://www2.se-ed.net/salawan/chapter20_2.htm

#12 By Nirvana on 2007-12-07 10:57

ผมหาเจอแนวนี้น้อยมากเลยใน exteen ชอบจริงๆ

#13 By นายฉิม on 2007-12-07 11:19

คำถาม จิตที่ไม่มีอะไรเลย ย่อมไร้ความรู้สึก อย่างนั้นใช่หรือไม่?

คำตอบ คำว่าไม่มีอะไรเลย ถ้าหมายถึงไม่มีกิเลศ ก็คือจิตที่ไม่มีกิเลศมาครอบงำ เมื่อมีอะไรมากระทบจิตรับรู้แล้วปล่อยวาง ไม่ทำการปรุงแต่งต่อไป




คำถาม จิตไม่ยืดมั่นอยู่กับอะไรหรือสิ่งใด ตอนแรกว่าอย่างนั้น ตอนท้ายกลับให้ยึดมั่นกับรูป กับความคิด อย่างนี้มิขัดกันหรือ?

คำตอบ เท่าที่อ่านดูก็ไม่เห็นมีส่วนที่บอกให้ยึดมั่นในรูปหรือในความคิดนะครับ มีแต่ให้ใช้สติตามรู้เท่านั้นเอง

สำหรับการจดจำสภาวะต่างๆ อันนี้จิตเขาทำงานของเขาเองนะครับ เราไปสั่งหรือไปบังคับเขาก็ไม่ได้ สติเราบังคับไห้เกิดไม่ได้ เขาจะเกิดเอง

ข้อความด้านล่างผมขอยกข้อความของคุณ วัชรพล ในลานธรรมมาให้อ่านด้วยนะครับ

เหตุที่ทำให้เกิดสติและสัมปชัญญะ คือ ถิรสัญญา หรือความจำสภาวธรรมได้อย่างแม่นยำของจิต เมื่อใดที่จิตไปรู้ธรรมที่จิตเองจำสภาวธรรมได้แม่นยำ สติจะเกิดขึ้นโดยปราศจากความจงใจ เรียกว่า สติเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติก็ได้ครับ (แต่ไม่ใช่การเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุ คำว่าเกิดขึ้นได้เองมีความหมายว่า เกิดขึ้นโดยไม่ต้องไปทำอะไร แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย คือ มีถิรสัญญา) ดังนั้นเมื่อเริ่มต้น ผู้ฝึกควรสังเกตให้เห็นว่า ธรรมใด ที่ตนเองจะตามรู้ได้ง่าย ตามรู้แล้วเกิดสติได้ง่าย ให้อาศัยการตามรู้ธรรมหรืออารมณ์อันนั้นให้บ่อยๆ ต่อเมื่อใดที่จิตมีความชำนาญแล้ว จิตจะเริ่มพัฒนาไปจำสภาวธรรมอื่นๆได้มากขึ้น แม่นยำขึ้น ทำให้สติตัวจริงเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น ถี่ขึ้น

เราไม่สามารถจงใจไปทำให้สติตัวจริงเกิดขึ้นได้ เพราะความจงใจนั้นเป็นตัณหา เมื่อเป็นตัณหาแล้ว จะไปเป็นปัจจัยให้เกิดธรรมที่เป็นศัตรูโดยตรงกับตัวตัณหาคือ สติตัวจริง หรือ สติสัมปชัญญะ นั้นเป็นไปไม่ได้ มิหนำซ้ำ การพยายามทำให้สติเกิดขึ้น กลับไปเป็นการส่งเสริมให้ตัณหานั้นมีกำลังกล้าแข็งมากขึ้นอีกด้วย

ผู้ที่มีความพยายามที่จะทำให้สติเกิดขึ้น จึงไปทำให้เกิดความเป็นทุกข์ เพราะรู้ไม่เท่าทันตัวตัณหา ยิ่งตั้งใจจะภาวนามาก ก็ยิ่งทุกข์มาก ยิ่งทุกข์มากก็ยิ่งดิ้นรน ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งทุกข์ วนเวียนอยู่อย่างนี้ จนเกิดอาการจุกแน่นที่หน้าอกบ้าง ที่คอบ้าง ที่หน้าผากบ้าง บางท่านก็ทั้งศีรษะตอนบน แต่การจะวางเลิกดิ้นรนก็ไม่ง่ายสำหรับบางคน เพราะยังไม่รู้เหตุที่แท้จริง บางคนทิ้งไปก็จริง แต่ทิ้งหลอกๆ พอกลับมาภาวนาใหม่ก็เป็นอีก อาการเหมือนเดิมทุกอย่าง ทั้งนี้เพราะความเข้าใจในการภาวนาที่คลาดเคลื่อน

การดูจิต ต้องอาศัยความรู้สึกตัวเป็นแกนกลาง เพราะนี่คือ สติ และ สัมปชัญญะ การระลึกรู้ที่จิต ก็คือ การมีสติโดยอาศัยอาการของจิตเป็นอารมณ์ เป็นที่ระลึก ส่วนความรู้สึกตัวแปลตรงๆว่า สัมปชัญญะ เป็นธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่ามีอุปการะมาก เพราะมากถึงขนาดยกเอาสัตว์ให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏฏ์ได้ แต่แม้ว่าจะมีความสำคัญขนาดนี้ แต่การฝึกตนเพื่อมุ่งหวังจะเอาสติและสัมปชัญญะก็ผิดอีกเช่นกัน เพราะเป็นการฝึกด้วยตัณหาซึ่งมีอาการ ทะยาน และอยาก เพื่อจะเข้าไปยึดธรรมต่างๆ ว่าเป็นของตัว แต่สติและสัมปชัญญะเป็นเหมือน "สักว่ารู้ สักว่าเห็น" จึงไม่อาจจะไปด้วยกันได้

วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือ คอยตามรู้ไป มันเพ่งอยู่ก็ไม่ต้องแก้ แต่ตามรู้เพื่อให้รู้ว่าตัวเราเองตอนนี้เป็นเช่นนี้ เมื่อใดที่ยอมรับมันได้ การเพ่งก็ยุติลง เพราะจิตไม่มีความทะยานอยากจะพ้นทุกข์ เมื่อความทะยานอยากคือตัณหาไม่มี ความทุกข์ก็ไม่มี แต่เมื่อใดลืมตัวลืมตน กลับไปทำอย่างเดิมอีก ก็เป็นอีก ตรงไปตรงมาแบบนี้

การตามรู้อาการเพ่ง แม้จะทุกข์ทรมาน แต่ก็มีประโยชน์ ประโยชน์ก็คือ เมื่อใดที่จิตมีความไวขึ้น จิตจะเห็นธรรมที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง และเป็นเหตุให้เกิดการเพ่ง นั่นคือ ความอยากดี เมื่อใดทีเห็นความอยากดี หรือเห็นการปฎิเสธความเป็นตนที่กำลังปรากฎ การเพ่งก็หายดับวับไปเหมือนกัน เพราะจิตยอมรับความเป็นจริงแล้ว โมหะหรือความหลงก็ครอบงำในเรื่องนั้นๆไม่ได้แล้วอีกเช่นกัน

ส่วนความสุขทีได้จากการการมีสติ(ตัวจริง) สิ่งนั้นเป็นของแถมครับ มีชื่อว่า โสมนัสเวทนา หากเปรียบเทียบความสุขและปีติในสมาธิแล้ว จะรู้สึกได้เองครับว่า ความสุขและปีติในสมาธิเป็นของหนัก เป็นภาระ ต่างจากโสมนัสเวทนา ที่เบา สบาย และ ผ่อนคลาย อย่างที่สุด


หากมีข้อผิดพลาดประการใดในการตอบคำถามผมก็ขอรับผิดในเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียวนะครับ

big smile big smile big smile

#14 By Nirvana on 2007-12-07 11:43

เอิ๊ก คุณ Q มีถามด้วยว่าชื่อนี้ท่านได้แต่ใดมา เหอ ๆ ๆ

#15 By tungmay on 2007-12-07 17:01

ขอบคุณคุณแอนดี้นะคะที่ช่วยบอกข้อมูลเกี่ยวกับทางไปสวนสันติธรรม big smile

#16 By kaew on 2007-12-17 19:02