จิตที่รู้สึกตัวทั่วพร้อม
posted on 05 Dec 2007 09:48 by anucsf in Dhama
จากหนังสือ ประทีปส่องธรรม(โดยหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช)
ประทีปส่องธรรม : จิตที่รู้สึกตัวทั่วพร้อม
--------------------------------------------------------------------------------
ตอนที่ 56
จิตที่รู้สึกตัวทั่วพร้อม
จิตที่รู้สึกตัวทั่วพร้อม มีลักษณะดังนี้คือ (1) เป็นจิตที่ตั้งมั่นเป็นตัวของตัวเอง มีความสงบระงับอยู่ตามธรรมดา (มีสัมมาสมาธิ) โดยไม่หลงเพลินไปกับอารมณ์ทางทวารทั้ง 6 และไม่หลงเพ่งตรึงความรู้สึกให้แนบแน่นอยู่กับกายหรือใจ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (2) เป็นสภาวะรู้ที่ปลอดโปร่ง เบา รู้สบายๆ รู้กว้างครอบคลุม คือถ้ารู้กายก็รู้สบายๆ ทั้งกาย เหมือนที่รู้สึกถึงความสบายทั่วกายหลังจากเพิ่งอาบน้ำมาใหม่ๆ ถ้ารู้จิตก็รู้อย่างปลอดโปร่งโล่งเบาเหมือนคนไม่มีภาระใดๆ แต่ทั้งนี้ไม่ใช่สภาวะรู้ที่เบาหวิวหรือเคลิบเคลิ้มเลื่อนลอย และไม่ถึงขั้นรู้ตัวชัดกริบด้วยสติที่แข็งเกินควร (3) เป็นจิตที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้จงใจทำให้เกิดขึ้น เพียงมีสติรู้ทันความหลงก็เกิดจิตที่รู้สึกตัวขึ้นได้แล้ว แต่หากจงใจรู้สึกตัว จะเป็นความรู้สึกตัวอย่างแข็งๆ หนักๆ นำไปใช้ประโยชน์ ในการเจริญวิปัสสนาไม่ได้จริง
จิตที่รู้สึกตัวทั่วพร้อมสามารถมีสติอัตโนมัติขึ้นมารับรู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏอย่างสักว่ารู้ (มีสัมมาสติ) คือรู้โดยไม่ต้องตั้งใจจะรู้ และเมื่อรู้แล้วก็ไม่ถูกอารมณ์ชักพาให้หลงลืมตัว หรือไม่หลงปรุงแต่งความคิดขึ้นมา หรือแม้ความคิดเกิดขึ้น ก็สามารถทรงความรู้ตัวอยู่ได้โดยไม่หลงตามความคิดไป ทำให้สมมุติบัญญัติไม่สามารถปิดบังอารมณ์ปรมัตถ์ (รูปนาม) ได้ จิตที่รู้สึกตัวจึงสามารถรู้อารมณ์ปรมัตถ์ได้ ในขณะที่จิตหลงไม่สามารถรู้อารมณ์ปรมัตถ์ได้ จะรู้ได้เพียงอารมณ์บัญญัติเท่านั้น และเมื่อจิตรู้อารมณ์ปรมัตถ์ได้แล้ว ก็ย่อมสามารถรู้รูปนามทั้งหลายได้ตรงตามความเป็นจริง จนเกิดภาวนามยปัญญาอันเป็นสัมมาทิฏฐิได้ในที่สุด
สรุปแล้ว ถ้าจะให้จิตเกิดความรู้สึกตัว ก็ให้ใช้สติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น หรือจิตที่หลง/ไหลไปตามอารมณ์ทางทวารทั้ง 6 (หลวงปู่ดูลย์ ท่านเรียกว่า จิตส่งออกนอก ซึ่งก็คือจิตที่หลงทะยานไปยึดอารมณ์ด้วยอำนาจของตัณหา 6 นั่นเอง) เมื่อรู้ทันแล้ว จิตจะเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและตั้งมั่นอย่างเป็นธรรมชาติธรรมดาที่สุดโดยอัตโนมัติ (ไม่เหมือนความรู้สึกตัวที่แกล้งทำขึ้นด้วยอำนาจของตัณหา ซึ่งจะมีอาการแข็งๆ ทื่อๆ ผิดธรรมดาอย่างยิ่ง) เป็นสภาพรู้ ตื่น เบิกบาน เบา สบาย ประกอบด้วยโสมนัสเวทนาหรืออุเบกขาเวทนา และเป็นตัวของตัวเองอย่างยิ่ง แต่สภาวะอันนี้ก็ทรงอยู่ได้เพียงชั่วขณะ เพราะเป็นความตั้งมั่นด้วยขณิกสมาธิ แล้วจิตก็จะหลงอารมณ์อีก ก็ให้รู้ทันอีก
หัดตามรู้ทันบ่อยๆ เข้า จิตจะจดจำสภาวธรรมต่างๆ ได้มากขึ้นๆ เช่นรู้ว่า หลงดูเป็นอย่างนี้ หลงฟังเป็นอย่างนี้ หลงเหม่อเป็นอย่างนี้ หลงคิดเป็นอย่างนี้ หลงตั้งท่าปฏิบัติเป็นอย่างนี้ หลงหาว่าจะดูอารมณ์ (ทางใจ) อะไรดีเป็นอย่างนี้ หลงเพ่งเป็นอย่างนี้ หลงแทรกแซงจิตและอารมณ์เป็นอย่างนี้ ฯลฯ ทั้งยังจะรู้จักอารมณ์ในฝ่ายรูปธรรมนามธรรมอื่นๆได้ด้วย เช่นรูปยืนเป็นอย่างนี้ อาการหลงว่าเรายืนเป็นอย่างนี้ รูปนั่งเป็นอย่างนี้ อาการหลงว่าเรานั่งเป็นอย่างนี้ ความสุขเป็นอย่างนี้ อาการหลงว่าเราสุขเป็นอย่างนี้ ความทุกข์เป็นอย่างนี้ อาการหลงว่าเราทุกข์เป็นอย่างนี้ ความโกรธเป็นอย่างนี้ อาการที่จิตหลง/ไหลไปตามความโกรธจนกลายเป็นเราโกรธเป็นอย่างนี้ เป็นต้น
ยิ่งจิตรู้จักและจดจำสภาวธรรมได้มากและแม่นยำ สติจะยิ่งเกิดได้เร็วขึ้นๆ และปัญญาจะรู้ทันสภาวธรรมเหล่านั้นเนืองๆ จนเกิดความรู้จริง และรู้ปล่อยวางได้ในที่สุด ดังนั้นผู้ที่หัดสร้างความรู้สึกตัว ด้วยวิธีการมีสติรู้ทันความหลงของจิตที่หลง/ไหลไปทางทวารทั้ง 6 จึงสามารถ เจริญวิปัสสนาต่อไปได้เลย (ไม่เหมือนการทำฌาน ที่ต้องทำฌานก่อน แล้วจึงเจริญวิปัสสนาด้วยจิตที่ตั้งมั่นในภายหลัง)
.....................................................................................
หัวข้อที่ผ่านมาผมได้นำ บทที่กล่าวถึง การเตรียมความพร้อมของจิตด้วยการสร้าง "ความรู้สึกตัว"
และครั้งหน้าตอนที่จะกล่าวถึงคือ "แบบฝึกหัดให้จิตเกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม"
ขอบคุณสำหรับข้อธรรมะดีดีเสมอนะคะ
#1 By knights of gemini on 2007-12-05 10:17