Custom Search





หลายๆหัวข้อที่ได้นำเสนอมาส่วนมากจะเป็นเรื่องการดูจิตล้วนๆ ซึ่งบางทีก็มีการประยุกต์ใช้กับการนั่งสมาธิแบบยุบหนอ-พองหนอ หรือ พุทโธ ซึ่งเมื่อเรานั่งสมาธิแล้วก็มาดูว่าจิตแอบหนีไปเที่ยวหรือปล่าว ซึ่งบางท่านจะบอกว่าหลงไปแล้วหรือปล่าว(แล้วแต่สำนวน) มาวันนี้เลยเอาเรื่องการเดินจงกรมมารวบรวมไว้จะได้ครบเดินยืนนั่งนอน แต่ เรื่องนอนยังไม่มีเดี๋ยววันหน้าจะหามาเก็บไว้ดีกว่า...

ก่อนอื่นต้องเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่าไม่ได้บังคับหรือเชียร์เรื่องการดูจิต แต่เป็นเพราะชอบเลยเอามารวบรวมไว้อ่านเล่นๆเพื่อ ทำตามไปเรื่อยๆ

..............................................

การดูจิต ไม่ใช่วิธีการปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุดเสมอไป
เพราะในความเป็นจริง ไม่มีวิธีการปฏิบัติธรรมที่ดีที่สุดในโลก
มีแต่ "วิธีปฏิบัติที่เหมาะสมที่สุด" เฉพาะของแต่ละบุคคลเท่านั้น
ดังนั้น ถ้าถนัดจะเจริญสติปัฏฐาน อย่างใดก่อน ก็ทำไปเถิดครับ
ถ้าทำถูกแล้ว ในที่สุดก็จะทำสติปัฏฐานหมวดอื่นๆ ได้ด้วย (แฮ่ๆย่อหน้านี้ก็ไปคัดลอกคำพูดของคุณสันตินันท์มาอีกแล้ว เฮ้อคิดเองไม่ค่อยจะเป็นเลยเรา)

..............................................


คุณริมฝั่ง สมาชิกลานธรรมได้รวบรวมกระทู้เก่าๆซึ่งเกี่ยวกับการเดินจงกรมเอาไว้ ผมเห็นว่ามีประโยชน์เลยเอามาเก็บไว้อ่าน ซึ่งในกระทู้มีหลายท่านเข้ามาตอบแต่ได้คัดลอกมาบางกระทู้เท่านั้น ซึ่งเป็นคำตอบของ คุณดังตฤณ คุณสันตินันท์ และคุณ แมวแก่ หากหัวข้อนี้จะพึงมีประโยชน์กับท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย ขอยกความดีทั้งหมดให้ คุณริมฝั่ง(ผู้รวบรวม) คุณสิทธิ(ผู้ถามปัญหา) คุณสันตินันท์ คุณแมวแก่ และคุณดังตฤณ(ผู้ตอบปัญหา)

เนื้อความ : (สิทธิ)

1. การเดินจงกรม ทำอย่างไรครับ
2. ในชีวิตประจำวัน จะปฏิบัติอย่างไร
3. ถ้าไม่สามารถทำอานาปานสติได้ จะใช้วิธีการเดินจงกรมทดแทนได้หรือเปล่า
4. ถ้าตั้งใจว่าจะเดินจงกรมสัก 30 นาที จะกะเวลาอย่างไร ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ดีหรือเปล่า
ขอบคุณครับ

...........................................................................


ความคิดเห็น ของคุณ ดังตฤณ


หลายครั้งได้มีโอกาสดูสหธรรมิกหลายท่านเดินจงกรม
เห็นจุดที่ก่อให้เกิดความเหม่อ ไม่รู้เนื้อรู้ตัวแบบสั่งสมในทุกคน
วันนี้มีโอกาสเฝ้าชมอีกครั้ง
แม้แต่คนที่นึกว่าน่าจะเดินถูกก็ผิดเหมือนคนอื่น
เลยคิดว่าควรตั้งเป็นกระทู้โดยเฉพาะขึ้นมา
น่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนผู้แสวงที่สุดทุกข์ทั้งหลาย


ความผิดประการแรก

หลายคนสร้างภาพนักเดินจงกรมขึ้นมา
แทนที่จะกำหนดใจไว้ ว่าจะเดินเพื่อความรู้ที่เท้า
ผลคือจะเดินแบบแมวย่องขโมยปลาบ้าง
เดินแบบผีดิบกระตุกไปกระตุกมาบ้าง
หรือเดินแบบนักบุญผู้มีจิตใจเปี่ยมด้วยคุณธรรมบ้าง
นั่นเป็นการเดินด้วยจินตนาการในหัวทั้งสิ้น
ขอให้สังเกตว่าเมื่อเกิดความคิดฟุ้ง
ความฟุ้งนั้นจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับภาพนักเดินจงกรมที่สร้างขึ้นมาทันที
เพราะเส้นแบ่งระหว่างจินตนาการกับความคิดฟุ้งซ่านนั้นบางเฉียบ
วิธีแก้คือเดินเหินให้เป็นธรรมชาติ เดินแบบคนดีๆเขาเดินกัน
ต่างจากทั่วไปคือไม่เร่งรีบเหมือนตามโจร
แล้วก็ไม่ช้าเหมือนคนตกงาน
ให้ความสำคัญกับใจ ใจต้องจ่ออยู่กับเท้า


ความผิดประการที่สอง

หลายคนยกและเหยียบแบบเกร็งนิดๆ
ผลคือใจพลอยเกร็งตามกาย นานๆเข้าก็รู้สึกว่าการเดินจงกรมเป็นของหนัก
เป็นภาระไม่สบาย น่าอึดอัด ทำให้อยากเลิกเร็วๆ
แล้วไม่นึกพิศวาสจะกลับมาเดินอีก
บางคนอาจได้ความสงบ แต่ไม่ได้ความสบาย
เพราะใจที่กดอยู่ตลอดนั้น แม้นิ่ง ก็ไม่ใช่แบบรวมดวงหนักแน่น
ไม่ใช่แบบจิตใสใจเบา และยิ่งไม่ใช่แบบที่จะรู้ทั่วพร้อม
(บางจังหวะอาจฟลุกเข้าโฟกัสตั้งมั่น เห็นทั่วเหมือนกัน
แต่จิตจะกระด้าง แห้งแล้ง ด้วยความเกร็งสั่งสม)
วิธีแก้คือปล่อยเท้าสบายๆ เหมือนคนเดินเตะเท้าเล่นตอนยก
และเหมือนคนชอบวางเท้าลงเต็มๆฝ่าเท้า
ใจเย็นสังเกตทุกฝีก้าว อย่าให้หลุดจากความสบายเป็นความเครียดเกร็ง
เดินอย่างนี้แค่สองสามรอบก็จะเป็นอัตโนมัติ ไม่ได้ฝืนอะไร
ถ้าเหยียบลงเต็มฝ่าเท้าสบายๆอย่างต่อเนื่อง
สะท้อนให้เห็นว่าใจลงมาอยู่กับเท้าไม่ขาดระยะ


ความผิดประการที่สาม

ทุกคน (ที่ผมมีโอกาสเฝ้าชมการเดินจงกรมสด)
หมุนตัวกลับแบบเปิดโอกาส หรือสร้างช่องโหว่ให้ความเหม่อมาครอบงำ
กล่าวคือสมมุติว่าเท้าขวาเป็นก้าวเหยียบสุดท้ายของรอบ
ก็จะใช้เท้าขวานั้นเป็นจุดหมุนตัวทันที
และหมุนแบบครึ่งเร็วครึ่งช้า
ผมเห็นว่าด้วยอาการที่ว่านั้น สติของทุกคนหายไป หรืออย่างน้อยเลือนไป
เพราะจังหวะที่คงเส้นคงวามาตลอด ถูกทำให้ขาดสาย หรือชะงักลง
ความเหม่อสั่งสมนี้มีผลเสียหลายอย่าง
ระยะสั้นคือทำให้จิตขาดความต่อเนื่อง ต้องพยายามดึงกลับมาใหม่
ระยะยาวคือทำให้สติไม่เชื่อมกันสนิท
เหมือนเส้นทางยาวที่มีหลุมมีบ่อเป็นพักๆ
วิธีหมุนตัวกลับที่ถูกจึงควรหยุดก่อนหมุนนิดหนึ่งเพื่อตั้งหลักรู้
กล่าวคือสมมุติว่าเท้าขวาเป็นก้าวสุดท้ายที่ถึงจุดหยุด
ต้องให้เท้าซ้ายตามเข้ามาชิดอย่างมีวินัย แล้วพักจังหวะหนึ่ง
(จังหวะใจจะนับเท่ากับก้าวเท้าหนึ่งก้าว)
แล้วหมุนตัวแบบที่ใจจะนับจังหวะเดียวเท่ากับหนึ่งก้าวเช่นกัน
(อาจไม่ต้องดูทะมัดทะแมงถึงขนาดลูกเสือ-เนตรนารีกลับหลังหัน)
พอหันกลับมาต้องตั้งหลักหยุดเพื่อนับในใจเท่ากับหนึ่งจังหวะก้าวด้วย

ความคงเส้นคงวาและจังหวะจะโคนที่สม่ำเสมอนั้น
ถ้าทำได้อย่างต่อเนื่องจะเห็นผลเปลี่ยนแปลงทันตาเห็น
ทดลองดูนะครับ ด้วยความปรารถนาดี.

จากคุณ : ดังตฤณ [ 14 ก.พ. 2543 / 00:25:17 น. ]


...........................................................................

ความคิดเห็นที่ 2 : (สันตินันท์)

ผมเดินจงกรมเหมือนกับนั่งสมาธิครับ
เพียงแต่ตอนเดิน จะรู้การเคลื่อนไหวของกายกับจิต
(แล้วแต่ว่า ขณะนั้น สติจะจดจ่อลงที่ใด)
ส่วนตอนนั่งและนอน จะรู้ลมหายใจกับจิต

จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การยืน เดิน นั่ง นอน
แต่อยู่ที่ความต่อเนื่องของสติและสัมปชัญญะ

ระดับความเร็วของการเดิน เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีปัญหามาก
บางคนจะพยายามเดินช้า - ช้ามาก - ช้าที่สุด
ก้าวหนึ่งกำหนดได้ 6 - 7 จังหวะ
แต่บางคนก็เดินเร็วเหมือนตามควาย (คุณดังตฤณใช้คำว่าตามโจร
ซึ่งผมเห็นว่า ตามโจรบางทีก็ต้องซุ่ม ต้องย่องย่าง ไม่เร็วเสมอไปหรอก :) )

การเดินเร็วโดยนับจังหวะก้าวไปด้วย หรือบริกรรมไปด้วย
อาจจะมีประโยชน์บ้าง ในตอนที่จิตฟุ้งซ่าน
คือเดินและนับหรือบริกรรมเร็วๆ จิตจะได้ไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่น

ส่วนการเดินช้า - ช้ามาก - ช้าที่สุด นั้น
เขาว่ากันว่าเพื่อให้กำหนดสติทัน
แต่ผมเดินแบบนั้นไม่เป็น จึงไม่เห็นประโยชน์ของการเดินช้าเพื่อให้สติตามทัน
กลับเห็นว่า เราควรฝึกสติสัมปชัญญะให้ไว ให้ทันการเดินปกติให้ได้
เพื่อจะเจริญสติสัมปชัญญะได้จริงในชีวิตประจำวัน
แต่อันนี้ เป็นเรื่องความถนัดส่วนตัวครับ ใครอยากเดินอย่างไรก็ไม่ว่ากัน
ให้มีสติสัมปชัญญะให้ต่อเนื่องได้จริงๆ ก็แล้วกัน

ถ้าสติไวจริงๆ แค่เอื้อมมือหยิบแก้วน้ำมาดื่มด้วยความเร็วปกติ
หรือก้าวเท้าเดินจงกรมด้วยความเร็วปกติ
ก็จะเห็นรูปเกิดดับต่อเนื่องกันถี่ยิบ ไม่ผิดกับภาพการ์ตูนเลย
นับไม่ทันด้วยซ้ำไปว่า มันกี่สิบกี่ร้อยจังหวะกันแน่
และการไล่นับ ก็จะเป็นภาระอันใหญ่หลวง เข้าขั้นทรมานจิตทีเดียว
เหมือนกับการพยายามนับเม็ดฝนที่ตกลงต่อหน้าเรา

เวลาเดินจงกรมนั้น จุดสำคัญอยู่ตอนที่จะหยุด หมุนตัว และเริ่มก้าวเดินใหม่
อันนี้จริงอย่างที่คุณดังตฤณกล่าวไว้
ยิ่งถ้าอายุมากแบบผม ขืนเดินพรวดพราดไปสุดทางจงกรม
ก็เหวี่ยงเท้าหมุนตัวกลับหลังหันทันที
ถึงสติจะไม่เคลื่อน แต่สังขารร่างกายเคลื่อนแน่นอน
ดีไม่ดีหน้ามืด ล้มคว่ำเอาง่ายๆ
ดังนั้นเดินไปสุดทางจงกรมแล้วหยุดอย่างสบายๆ เสียก่อน
ทำความรู้ตัวทั่วพร้อม แล้วค่อยหมุนตัวกลับ
จะเห็นรูปกายเกิดดับต่อเนื่องกันถี่ยิบในตอนหมุนตัว
แล้วก็มาหยุดรู้รูปยืนสักหน่อยหนึ่ง พอตั้งมั่นไม่ซวนเซแล้วจึงค่อยเดินต่อไป

งานกรรมฐานเป็นงานละเอียด
ปฏิบัติไปอย่างสบายๆ ประณีต เป็นธรรมชาติธรรมดา
อย่าไปปฏิบัติด้วยแรงจูงใจของกิเลส จนต้องวางมาดเป็นผู้ปฏิบัติ
แต่ถ้ากำลังจงใจ กำลังวางมาด กำลังกดข่มบังคับกายและจิต
ก็ให้คอยรู้เท่าทันไว้
เดี๋ยวมันก็เป็นธรรมดาเองแหละครับ

จากคุณ : สันตินันท์ [ 14 ก.พ. 2543 / 09:21:01 น. ]


......................................................


ความคิดเห็นที่ 10 : (แมวแก่)

ตัวเองนั้นไม่มีผลงานอะไรมาเล่าครับ แต่เร็วๆนี้โชคดีมาก เพราะได้มี
โอกาสไปกราบพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านหนึ่ง ซึ่งท่านมัก
ซ่อนเร้นกายอยู่และตั้งปณิธานจะสอนแต่พระกับเณรเท่านั้น

ท่านเมตตาสอนพวกเราเกี่ยวกับการเดินจงกรมในอีกแง่หนึ่งครับ
เลยอยากจะนำมาถ่ายทอดไว้ในที่นี้ เพื่อเป็นการเสริมประเด็น หาก
จำหรือเขียนผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงด้วยครับ

คือในวันนั้น มีพวกเราถามว่าจะปฏิบัติอย่างไรดี ท่านจึงสอนพวกเรา
ด้วยน้ำเสียงเน้นความสำคัญมากจนเสมือนสั่งว่า

"พวกเธอจงไปเดินจงกรมมากๆ"

พร้อมทั้งกรุณาแสดงท่าเดินให้พวกเราดูโดยเป็นการเดินแบบธรรมดาๆ
สบายๆ เดินเหยียบตุ๊บๆๆ เลย โดยท่านว่า .....

"เดินแบบนี้เลย ตุ๊บๆๆๆ รู้ที่เท้าไปเรื่อยๆ แบบสบายๆ โดยแต่ละรอบ
นั้น ให้พยายามรู้อยู่ที่เท้าอย่างเดียว พยายามอย่าส่งจิตออกนอก และไม่
ต้องไปจำแนกเย็นร้อน อ่อนแข็ง หรือยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ
เลย เพราะส่งจิตออกนอกทั้งนั้น แต่ให้รู้ตุ๊บๆๆแบบสบายๆไปเรื่อยๆ

อดทนเดินแบบนี้ไปเลย เดินไปเลยเป็นเดือนเป็นปี จนกระทั่ง
อาการรู้นั้นลอยขึ้นมาเองจนมารู้ตุ๊บๆอยู่ที่ใจตลอด

.... และระหว่างก่อนหน้านั้น ก็ให้เดินไป รู้ไปแบบสบายๆ ไม่ต้องไปจ้อง
ไม่ต้องไปคิด ไม่ต้องไปลุ้น ว่า เอ.... จะขึ้นมารู้ที่กลางอกหรือยังน้า ....
หรือ เย็นนี้จะลอยขึ้นมาหรือยังเอ่ย :-) จะขึ้นมาวันไหนปีไหนก็เป็นเรื่อง
ของมัน"

และท่านก็ยังเมตตาย้ำอีกหลายครั้งว่า .... ให้ไปทำมากๆ

การที่ได้ฟังคำสอนของท่านวันนั้น ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งและหมดข้อสงสัย
เกี่ยวกับการปฏิบัติที่แอบมีค้างอยู่ในใจอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว (จึงไม่เคยนำมา
ถามอาจารย์) เลยอยากนำมาถ่ายทอดให้เพื่อนๆชาวลานธรรมฟังบ้างครับ

จากคุณ : แมวแก่ [ 15 ก.พ. 2543 / 14:37:35 น. ]


Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เข้ามาอ่านค่ะพี่
หนูนึกว่า การที่เราเดินโดยที่เรารู้ว่าเรา เดิน เดินทั่วไปแบบสบายๆ ไปเรื่อย เป็นการเดินเจริญสติ

และการที่เราเดินช้าหน่อย ปล่อยให้จิตรู้ถึงการก้าวย่าง คือการเดินจงกรมซะอีกค่ะ
คือการเดินทั้งสองทาง คืออย่างเดียวกันเหรอคะ

#1 By knights of gemini on 2007-09-11 09:50

open-mounthed smile confused smile sad smile

#2 By (124.121.203.88) on 2008-09-24 20:48

อยากหาวัดเงียบ ๆ ไปถือศีลปฏิบัติธรรมซึ่งไม่มีใครมายุ่งเกี่ยว มีเวลาปฏิบัติธรรมมาก ไม่มีภาระกิจทางวัด ใครทราบช่วยบอกด้วย ขอบคุณมาก

#3 By mamamee (118.173.84.223) on 2008-12-08 10:05

อยากหาวัดเงียบ ๆ ไปถือศีลปฏิบัติธรรมซึ่งไม่มีใครมายุ่งเกี่ยว มีเวลาปฏิบัติธรรมมาก ไม่มีภาระกิจทางวัด ใครทราบช่วยบอกด้วย ขอบคุณมาก

#3 By mamamee (118.173.84.223) on 2008-12-08 10:05

ขอบคูณมากๆค่ะสำหรับคำแนะนำการเดินจงกรมเคยใช้วิธีขวาเหยียบ ซ้ายเหยียบตามการก้าวจะลองมาใช้วิของคุณแมวแก่ที่แนะนำมาค่ะ

#5 By ตยา (125.24.58.190) on 2008-12-28 12:48

่่่่่่่่

#6 By (58.9.75.104) on 2009-01-21 22:53

ผมเคยไปปฎิบัติธรรมที่วัดหลวงพ่อจรัญแล้วผมเห็นจิตเกิดดับ 2 ดวงพอจิตดับไปหมดแล้วจนไม่มีอะไรให้รู้อีกต่อไป(เหลือแต่ตัวผู้รู้)ทันใดนั้นตัวผู้รู้ก็ถูกแหลกออกผมจึงไปสัมผัสกับสิ่งที่ว่าง(ว่างแบบจริงๆ)เหมือนไก่ออกจากไข่ก็ปานนั้นครับใครเคยมีประสบการณ์แบบผมบ้างก็เล่าให้ฟังบ้างนะครับ ถ้าให้เมลล์ติดต่อไว้ก็จะดีมากเลยครับ

#7 By คุณอ้นภู (58.9.75.104) on 2009-01-21 23:01

ขอบคุณมากครับ จะทำตาม แต่จะรู้ได้อย่างไรว่า..คิดเอาเอง...จินตนาการ...???

#8 By c-vitt (112.142.235.83) on 2009-06-02 15:39

ตอบคุณ c-vitt ครับ

ถ้าหากกำลังสงสัยว่าเราคิดไปเอง จินตนาการไปเองหรือเปล่า ก็ให้รู้ตัวที่กำลังสงสัยไปเลยครับ เพราะตัวสงสัยเป็นตัวปัจจุบัน พูดง่ายๆว่าปัจจุบันอะไรเกิดขึ้นก็ดูตัวนั้นไปเลย ตัวที่ผ่านมาแล้วก็แล้วกันไปไม่ต้องไปใส่ใจ

big smile big smile big smile

#9 By Nirvana on 2009-06-02 17:31