Custom Search




วันนี้ก็แวะเข้า http://larndham.net และไปเจอกระทู้ที่น่าสนใจ ซึ่งคุณ "ผู้ด้อยประสบการณ์" ได้ตั้งกระทู้ถามเอาไว้ เกี่ยวกับเรื่องการกำหนดรู้ โดยได้รับการวิสัชนาโดยคุณปิ่น ซึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์ สำหรับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เพราะบางท่านอาจจะสงสัยว่า การทำสมาธิตามรูปแบบ (เช่นนั่งสมาธิ กำหนดพุทโธ หรือ กำหนด พองหนอ ยุบหนอ) กับการดูจิตต่างกันอย่างไร และสมควรทำแบบไหน(ถ้าถามผม ผมก็จะบอกว่า ให้ทำทั้งสองอย่างสลับกันไป) ลองอ่านดูครับ ถ้าบทความนี้พอจะมีประโยชน์กับท่านบ้าง ก็ขอยกความดีให้คุณ ปิ่น และ คุณ ผู้ด้อยประสบการณ์ ที่ได้ให้เราได้เห็นมุมมองที่กว้างขึ้นในการเดินทางสู่ดินแดนที่ไปแล้วไม่กลับ(มาเกิดอีก)


.....................................................................

เนื้อความ : (ผู้ด้อยประสบการณ์)

คือว่า...ได้ไปเริ่มฝึกกรรมฐานกับทางวัด อัมพวัน ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม มาค่ะ โดยท่านสอนให้เดินจงกรมและนั่งสมาธิ ภาวนา พองหนอ - ยุบหนอ เริ่มแรกของการนั่งจะใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าใจจะเริ่มนิ่งไม่แอบไปคิดโน่นนี่ให้วุ่นวาย แต่หลังจากกลับมาจากวัดก็ได้ฟังธรรมบรรยายของหลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมทย์โช จาก web.wimutti.net ชอบมากและรู้สึกถูกกับจริตของตนเอง วันๆที่ทำงานก็คอยตามรู้ ตามดูความคิดของตนเอง บางวันก็เห็นบ่อย บางวันก็เห็นน้อย แต่ก็พยายามไม่ทิ้งการนั่งสมาธิ ก่อนนอนถ้ามีเวลาจะนั่งสมาธิก่อนเสมอ


คำถามมีอยู่ว่า...
1.เวลานั่งสมาธิก็ภาวนาพองหนอ - ยุบหนอ ไปเรื่อยๆ แต่เดี๋ยวก็เผลอมาตามดูจิตว่าคิดอะไรอยู่ พอรู้ตัวก็ภาวนาใหม่ สักพักก็มาตามดูจิตอีก เลยสับสนว่า จะเอาไงดี
2.การตามดูจิตควรใช้ในเวลาระหว่างวันที่เราทำกิจกรรม เพื่อมิให้เรา"เผลอ" ส่วนการนั่งสมาธิก่อนนอนก็เพื่อทำจิตให้สงบไม่ฟุ้งซ่านใช่ไหมคะ
3.แล้วแบบไหนถึงจะเป็นการเจริญสติปัฎฐาน หล่ะคะ ระหว่าง...
- นั่งสมาธิจนจิตสงบแล้วจึงตามพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม (ตามแต่จริตของแต่ละคน)
- หรือตามรู้จิตตลอดเวลาตั้งแต่ตื่น จนหลับ (เท่าที่ทำได้) ว่าคิดอะไร ดีหรือร้าย ตามคำสอนของหลวงพ่อชาที่ว่า
ก่อนรู้...อย่าอยากรู้
ระหว่างรู้...อย่าเผลอเข้าไปจ้อง
และเมื่อรู้แล้ว...อย่านึกคิดแทรกแซงและปรุงแต่ง
ควรบฎิบัติแบบไหนดีคะ...สำหรับเด็กหัดเดินที่จะไม่เผลอตกหลุมพรางเสียก่อนจะพบทางสว่าง.........ขอคำแนะนำด้วยค่ะ......ขอบคุณค่ะ


ความคิดเห็นที่ 1 : (ปิ่น)

คำถามมีอยู่ว่า...
1.เวลานั่งสมาธิก็ภาวนาพองหนอ - ยุบหนอ ไปเรื่อยๆ แต่เดี๋ยวก็เผลอมาตามดูจิตว่าคิดอะไรอยู่ พอรู้ตัวก็ภาวนาใหม่ สักพักก็มาตามดูจิตอีก เลยสับสนว่า จะเอาไงดี

จากที่หลวงพ่อท่านเทศน์นั้น การภาวนาพองยุบจิตจะดำเนินได้ 4 ลักษณะ คือ
1.ภาวนาไปแล้วเผลอหลงไปไหนแบบไม่รู้สึกตัว ( ไม่ได้แก่นสารสาระใด )
2.ภาวนาแล้วจิตไหลไปเพ่งที่ท้องแล้วจมแช่อยู่ที่ท้อง ( ได้สมถะ )
3.ภาวนาไปจิตเห็นท้อง(รูป)เคลื่อนไหวมีใจเป็นคนดู ( วิปัสสนาดูกาย)
4.ภาวนาไปแล้วจิตไหลไปคิดก็รู้สึกตัวว่าจิตแวบไปคิด ( วิปัสสนาดูจิต )
ในแบบที่คุณผู้ด้อยฯกล่าวถึงจะเป็นลักษณะที่ 4 คือเป็นการภาวนาโดยการดูจิตนั่นเองครับ ไม่ต้องกังวลครับ ถ้ารู้สึกสับสนหรือสงสัย ก็มารู้ปัจจุบันที่กำลังสงสัยนั่นเลยครับ

2.การตามดูจิตควรใช้ในเวลาระหว่างวันที่เราทำกิจกรรม เพื่อมิให้เรา"เผลอ" ส่วนการนั่งสมาธิก่อนนอนก็เพื่อทำจิตให้สงบไม่ฟุ้งซ่านใช่ไหมคะ

การตามดูจิตนั้นสามารถทำได้ทั้งวันครับตั้งแต่ตื่นลืมตาขึ้นมาแล้วใช้ชีวิตประจำวัน การดูจิตนั้นไม่ใช่เพื่อมิให้เรา"เผลอ"นะครับ เพราะจิตต้องเผลอเป็นธรรมชาติ เพียงแต่เมื่อเผลอไปแล้วเราก็รู้สึกตัวว่าตะกี้เผลอไป เราภาวนาก็เพื่อให้เห็นความจริงว่าจิตมีธรรมชาติต้องเผลอ ต้องคิดนึก จนเข้าใจความจริงว่าความเผลอก็ไม่เที่ยง ความรู้สึกตัวก็ไม่เที่ยง จนสามารถละความเห็นผิดว่าจิตเป็นเราน่ะครับ ส่วนถ้าวันไหนดูจิตจนฟุ้งมากๆไม่มีกำลัง ก่อนนอนก็ทำสมาธิเพื่อพักผ่อน(จิต)บ้างก็เป็นเรื่องที่ควรทำครับ

3.แล้วแบบไหนถึงจะเป็นการเจริญสติปัฎฐาน หล่ะคะ ระหว่าง...
- นั่งสมาธิจนจิตสงบแล้วจึงตามพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม (ตามแต่จริตของแต่ละคน)
- หรือตามรู้จิตตลอดเวลาตั้งแต่ตื่น จนหลับ (เท่าที่ทำได้) ว่าคิดอะไร ดีหรือร้าย ตามคำสอนของ
หลวงพ่อชาที่ว่า
ก่อนรู้...อย่าอยากรู้
ระหว่างรู้...อย่าเผลอเข้าไปจ้อง
และเมื่อรู้แล้ว...อย่านึกคิดแทรกแซงและปรุงแต่ง

ที่กล่าวมานั้นไปได้ทั้งคู่ครับเป็นทางเดินของวิปัสสนาใน 2 ทางเลือกแล้วแต่จริตแต่ละท่าน ;
อย่างแรกเป็นทำสมาธิจนจิตสงบก่อนแล้วค่อยถอยมาพิจารณากาย แบบนี้เรียกว่าสมาธินำปัญญา หรือเหมาะกับคนที่เป็นตัณหาจริต รักสุขรักสบาย สันโดษไม่ค่อยชอบคิดชอบยุ่งกับใคร
ส่วนแบบที่ 2 นั้นเป็นการใช้ปัญญานำสมาธิ เหมาะกับคนที่เป็นทิฏฐิจริต ชอบคิดชอบนึก เจ้าความคิด เจ้าทิฏฐิ โดยท่านจะให้ตามรู้ตามดูจิตไปเลยในระหว่าง เมื่อจิตไหลไปคิดก็รู้ว่าจิตไหลไปคิด(ไม่ใช่รู้เรื่องที่คิด) เมื่อรู้แล้วก็อย่าเผลอไปเพ่งจ้อง และเมื่อรู้แล้วก็ไม่ไปแทรกแซงหรือปรุงแต่งใดๆ แบบที่กล่าวมาข้างบนครับ


edit @ 2007/09/10 09:54:22

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เข้ามาอ่านค่ะพี่ ช่วงนี้พอมีเรื่องให้คิดจะเผลอยาวทุกทีเลยค่ะ แต่จะค่อยๆทำไปเรื่อยๆนะคะ ขอบคุณที่เอาบทความดีๆมาให้อ่านค่ะ

#1 By knights of gemini on 2007-09-10 11:03

หากบ้านน้อยๆหลังนี้พอจะมีประโยชน์กับน้องบ้าง พี่ก็ดีใจครับ ดีใจมากด้วย

ขอให้น้องเจริญในธรรมมากๆนะครับ

#2 By Nirvana on 2007-09-10 11:36

ดีมากเลยค่ะ


ได้คติ

วิธีที่ถูกด้วยนะconfused smile big smile

#3 By มะนาวหวาน (125.26.23.85) on 2009-07-07 15:21

ผมนั่งสมาธิแล้วรู้สึกว่าลมหายใจมันขาดช่วง คือมันดึ่งจนลืมลมหายใจ แบบดิ่งจมไม่รู้ตัวความรู้สึกหายทั้งหมดไปเฉย ประมาณ 1 นาที และก็ติดอยู่ในลำดับแค่นั้นตลอดมา
แต่เมื่อคืนนอนหลับฝันว่าตัวเองทำสมาธิในท่านอนแล้วลักษณะแบบเดิมก็เกิดขึ้นในความฝันแต่ต่างกันตรงที่มันเหมือนจะก้าวข้ามสิ่งที่ติดนั้นได้ คือพอดิ่งลมหายใจหายไม่รู้สึกตกใจ ไม่ดับดับมืดหมดความรู้สึกเหมือนเคยแต่ดิ่งแบบรู้ตัวและประคองจิตได้และวูบลงทั้งร่างกายและลมหายใจ ถามตอบกับจิตได้ คือนึกว่าอาการนี้คืออะไรก็มีคำตอบว่าพ้นขั้นนั้นมาแล้ว และนี่แหละที่เขาจะเกิดอภิญญาได้ ให้ลองถอยกลับไปที่เดิมและเข้าใหม่ ก็ทำได้ จิตบอกให้ทำให้ชำนาญ
ผมอยากเรียนถามว่าเราเกิดสมาธิจากความฝันได้หรือครับ
และสิ่งที่เกิดกับผมมันคืออะไร ผิดถูกประการใด และควรทำอย่างไรต่อ

#4 By อภิสิทธิ์ (118.173.235.204) on 2009-11-22 09:07

ต่ออีกนิดหนึ่งครับ เหตุที่จิตสงบลงได้งาย คือกำหนดแบ๊ปเดียวก็สงบ ตามอาการนั้นเลย เพราะในความฝันมีเสียงบอกให้ปล่อยวางทุกอย่างไม่เที่ยง แล้วเหมือนเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด คือจิตมันปล่อยทุกอย่าง จะนอนตายอยู่ที่นี่โดยไม่มีคนเห็นก็ช่าง เพราะร่างกายไม่ใช่ของเรา พอจิตบอกอย่างน้นก็วูบเลย ตามอาการขั้นต่อไปที่เล่าให้ฟังนั้นแหละครับ

#5 By อภิสิทธิ์ (118.173.235.169) on 2009-11-22 11:07

สวัสดีครับคุณอภิสิทธิ์
สำหรับคำถามที่คุณอภิสิทธิ์ได้ถามมาผมอาจจะตอบได้ไม่ถูกต้องเพราะผมก็เป็นผู้รู้น้อย เอาเป็นว่าจะลองตอบตามประสบการณ์ที่ได้พบเจอก็แล้วกันครับ
ผมอยากเรียนถามว่าเราเกิดสมาธิจากความฝันได้หรือครับ
ตอบว่า ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ แต่ที่แน่ใจและสามารถตอบได้เต็มปากคือคนเราสามารถเกิดสติได้แม้จะอยู่ในความฝันครับ หากผู้ที่ฝึกสติปัฏฐานสี่จนชำนาญ เมื่อเราฝันยังสามารถเกิดสติ ตามรู้ตามดูจิตใจได้ครับ

และสิ่งที่เกิดกับผมมันคืออะไร ผิดถูกประการใด และควรทำอย่างไรต่อ
ตอบว่า ก็ให้ทำสมาธิภาวนาไปตามปกติ อย่าอยากได้ อย่าอยากเป็นเหมือนในฝัน เพราะหากเกิดความอยาก จะเกิดนิวรณ์ ซึ่งเป็นเครื่องกั้นขวางสมาธิ ทำไปเรื่อยๆ หากเราทำเหตุได้ถูกต้อง ฌาณสมาธิ ก็จะเกิดเอง สำหรับความฝันที่เกิดขึ้นให้ถือว่าเป็นกำลังใจ แต่อย่าไปใส่ใจมากนัก เพราะมันเป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ยึดถึอไม่ได้ ให้เราอยู่กับปัจจุบันเป็นพอครับ

big smile big smile big smile

#6 By Nirvana on 2009-11-23 09:04

ขอขอบคุณผู้ที่ช่วยตอบมากครับ คือแต่ก่อนก็นอนสมาธิ ถึงขั้นที่ลมหายใจจะหายแล้วก็ตกใจทำได้แค่นั้น เพราะพระท่านอยากให้ทำเพื่อเป็นบุญบารมีในสิ่งที่หวังไว้ แต่ตอนนี้ได้รับราชการแล้วได้ตามสิ่งที่มุ่งมั่นไว้เลยไม่ได้ทำต่อ บางทีอาจมีบางสิ่งมาเตือนเราให้ปฏิบัติต่อก็ได้ มันก็ช่วยให้ผมมีกำลังใจที่จะทำต่ออีกแยะมาก
ขอบคุณที่ตอบคำถามนะครับ

#7 By อภิสิทธิ์ (118.173.234.199) on 2009-11-29 19:11