คุณปิ่น ตอบปัญหาเรื่องการนั่งสมาธิ และการดูจิต (จาก Web ลานธรรม)
posted on 10 Sep 2007 09:52 by anucsf
วันนี้ก็แวะเข้า http://larndham.net และไปเจอกระทู้ที่น่าสนใจ ซึ่งคุณ "ผู้ด้อยประสบการณ์" ได้ตั้งกระทู้ถามเอาไว้ เกี่ยวกับเรื่องการกำหนดรู้ โดยได้รับการวิสัชนาโดยคุณปิ่น ซึ่งผมเห็นว่ามีประโยชน์ สำหรับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เพราะบางท่านอาจจะสงสัยว่า การทำสมาธิตามรูปแบบ (เช่นนั่งสมาธิ กำหนดพุทโธ หรือ กำหนด พองหนอ ยุบหนอ) กับการดูจิตต่างกันอย่างไร และสมควรทำแบบไหน(ถ้าถามผม ผมก็จะบอกว่า ให้ทำทั้งสองอย่างสลับกันไป) ลองอ่านดูครับ ถ้าบทความนี้พอจะมีประโยชน์กับท่านบ้าง ก็ขอยกความดีให้คุณ ปิ่น และ คุณ ผู้ด้อยประสบการณ์ ที่ได้ให้เราได้เห็นมุมมองที่กว้างขึ้นในการเดินทางสู่ดินแดนที่ไปแล้วไม่กลับ(มาเกิดอีก)
.....................................................................
เนื้อความ : (ผู้ด้อยประสบการณ์)
คือว่า...ได้ไปเริ่มฝึกกรรมฐานกับทางวัด อัมพวัน ของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม มาค่ะ โดยท่านสอนให้เดินจงกรมและนั่งสมาธิ ภาวนา พองหนอ - ยุบหนอ เริ่มแรกของการนั่งจะใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าใจจะเริ่มนิ่งไม่แอบไปคิดโน่นนี่ให้วุ่นวาย แต่หลังจากกลับมาจากวัดก็ได้ฟังธรรมบรรยายของหลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมทย์โช จาก web.wimutti.net ชอบมากและรู้สึกถูกกับจริตของตนเอง วันๆที่ทำงานก็คอยตามรู้ ตามดูความคิดของตนเอง บางวันก็เห็นบ่อย บางวันก็เห็นน้อย แต่ก็พยายามไม่ทิ้งการนั่งสมาธิ ก่อนนอนถ้ามีเวลาจะนั่งสมาธิก่อนเสมอ
คำถามมีอยู่ว่า...
1.เวลานั่งสมาธิก็ภาวนาพองหนอ - ยุบหนอ ไปเรื่อยๆ แต่เดี๋ยวก็เผลอมาตามดูจิตว่าคิดอะไรอยู่ พอรู้ตัวก็ภาวนาใหม่ สักพักก็มาตามดูจิตอีก เลยสับสนว่า จะเอาไงดี
2.การตามดูจิตควรใช้ในเวลาระหว่างวันที่เราทำกิจกรรม เพื่อมิให้เรา"เผลอ" ส่วนการนั่งสมาธิก่อนนอนก็เพื่อทำจิตให้สงบไม่ฟุ้งซ่านใช่ไหมคะ
3.แล้วแบบไหนถึงจะเป็นการเจริญสติปัฎฐาน หล่ะคะ ระหว่าง...
- นั่งสมาธิจนจิตสงบแล้วจึงตามพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม (ตามแต่จริตของแต่ละคน)
- หรือตามรู้จิตตลอดเวลาตั้งแต่ตื่น จนหลับ (เท่าที่ทำได้) ว่าคิดอะไร ดีหรือร้าย ตามคำสอนของหลวงพ่อชาที่ว่า
ก่อนรู้...อย่าอยากรู้
ระหว่างรู้...อย่าเผลอเข้าไปจ้อง
และเมื่อรู้แล้ว...อย่านึกคิดแทรกแซงและปรุงแต่ง
ควรบฎิบัติแบบไหนดีคะ...สำหรับเด็กหัดเดินที่จะไม่เผลอตกหลุมพรางเสียก่อนจะพบทางสว่าง.........ขอคำแนะนำด้วยค่ะ......ขอบคุณค่ะ
ความคิดเห็นที่ 1 : (ปิ่น)
คำถามมีอยู่ว่า...
1.เวลานั่งสมาธิก็ภาวนาพองหนอ - ยุบหนอ ไปเรื่อยๆ แต่เดี๋ยวก็เผลอมาตามดูจิตว่าคิดอะไรอยู่ พอรู้ตัวก็ภาวนาใหม่ สักพักก็มาตามดูจิตอีก เลยสับสนว่า จะเอาไงดี
จากที่หลวงพ่อท่านเทศน์นั้น การภาวนาพองยุบจิตจะดำเนินได้ 4 ลักษณะ คือ
1.ภาวนาไปแล้วเผลอหลงไปไหนแบบไม่รู้สึกตัว ( ไม่ได้แก่นสารสาระใด )
2.ภาวนาแล้วจิตไหลไปเพ่งที่ท้องแล้วจมแช่อยู่ที่ท้อง ( ได้สมถะ )
3.ภาวนาไปจิตเห็นท้อง(รูป)เคลื่อนไหวมีใจเป็นคนดู ( วิปัสสนาดูกาย)
4.ภาวนาไปแล้วจิตไหลไปคิดก็รู้สึกตัวว่าจิตแวบไปคิด ( วิปัสสนาดูจิต )
ในแบบที่คุณผู้ด้อยฯกล่าวถึงจะเป็นลักษณะที่ 4 คือเป็นการภาวนาโดยการดูจิตนั่นเองครับ ไม่ต้องกังวลครับ ถ้ารู้สึกสับสนหรือสงสัย ก็มารู้ปัจจุบันที่กำลังสงสัยนั่นเลยครับ
2.การตามดูจิตควรใช้ในเวลาระหว่างวันที่เราทำกิจกรรม เพื่อมิให้เรา"เผลอ" ส่วนการนั่งสมาธิก่อนนอนก็เพื่อทำจิตให้สงบไม่ฟุ้งซ่านใช่ไหมคะ
การตามดูจิตนั้นสามารถทำได้ทั้งวันครับตั้งแต่ตื่นลืมตาขึ้นมาแล้วใช้ชีวิตประจำวัน การดูจิตนั้นไม่ใช่เพื่อมิให้เรา"เผลอ"นะครับ เพราะจิตต้องเผลอเป็นธรรมชาติ เพียงแต่เมื่อเผลอไปแล้วเราก็รู้สึกตัวว่าตะกี้เผลอไป เราภาวนาก็เพื่อให้เห็นความจริงว่าจิตมีธรรมชาติต้องเผลอ ต้องคิดนึก จนเข้าใจความจริงว่าความเผลอก็ไม่เที่ยง ความรู้สึกตัวก็ไม่เที่ยง จนสามารถละความเห็นผิดว่าจิตเป็นเราน่ะครับ ส่วนถ้าวันไหนดูจิตจนฟุ้งมากๆไม่มีกำลัง ก่อนนอนก็ทำสมาธิเพื่อพักผ่อน(จิต)บ้างก็เป็นเรื่องที่ควรทำครับ
3.แล้วแบบไหนถึงจะเป็นการเจริญสติปัฎฐาน หล่ะคะ ระหว่าง...
- นั่งสมาธิจนจิตสงบแล้วจึงตามพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม (ตามแต่จริตของแต่ละคน)
- หรือตามรู้จิตตลอดเวลาตั้งแต่ตื่น จนหลับ (เท่าที่ทำได้) ว่าคิดอะไร ดีหรือร้าย ตามคำสอนของ
หลวงพ่อชาที่ว่า
ก่อนรู้...อย่าอยากรู้
ระหว่างรู้...อย่าเผลอเข้าไปจ้อง
และเมื่อรู้แล้ว...อย่านึกคิดแทรกแซงและปรุงแต่ง
ที่กล่าวมานั้นไปได้ทั้งคู่ครับเป็นทางเดินของวิปัสสนาใน 2 ทางเลือกแล้วแต่จริตแต่ละท่าน ;
อย่างแรกเป็นทำสมาธิจนจิตสงบก่อนแล้วค่อยถอยมาพิจารณากาย แบบนี้เรียกว่าสมาธินำปัญญา หรือเหมาะกับคนที่เป็นตัณหาจริต รักสุขรักสบาย สันโดษไม่ค่อยชอบคิดชอบยุ่งกับใคร
ส่วนแบบที่ 2 นั้นเป็นการใช้ปัญญานำสมาธิ เหมาะกับคนที่เป็นทิฏฐิจริต ชอบคิดชอบนึก เจ้าความคิด เจ้าทิฏฐิ โดยท่านจะให้ตามรู้ตามดูจิตไปเลยในระหว่าง เมื่อจิตไหลไปคิดก็รู้ว่าจิตไหลไปคิด(ไม่ใช่รู้เรื่องที่คิด) เมื่อรู้แล้วก็อย่าเผลอไปเพ่งจ้อง และเมื่อรู้แล้วก็ไม่ไปแทรกแซงหรือปรุงแต่งใดๆ แบบที่กล่าวมาข้างบนครับ
edit @ 2007/09/10 09:54:22

#1 By knights of gemini on 2007-09-10 11:03