เรื่องโกสิยเศรษฐีผู้มีความตระหนี่

ในคาถาธรรมบท มีเรื่องเล่าถึงที่มาของแต่ละคาถาในอรรถกถา ที่ลึกซึ้ง แทรกคติ ความเชื่อ
วัฒนธรรม และสภาพชีวิต ในสมัยพุทธกาล ทำให้ผู้อ่านได้รับทั้งความรู้ ความบันเทิง
และศรัทธา ไปพร้อมๆ กัน

เรื่องที่กำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่า ขำกลิ้งที่สุดแล้ว เท่าที่เคยอ่านมา
จึงนำมาแสดงต่อเพื่อนๆ เพื่อเป็นการผ่อนคลาย ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ของไทยที่กำลังจะมาถึงนี้

ในความเห็นของเพื่อนๆ ประทับใจกับ เนื้อเรื่องในคาถาธรรมบท หรือคาถาธรรมบทใดที่สุด
โปรดแสดงความเห็น ขอบพระคุณล่วงหน้าครับ :)

เรื่องโกสิยเศรษฐีผู้มีความตระหนี่
ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภเศรษฐี ชื่อโกสิยะผู้มีความตระหนี่
ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ยถาปิ ภมโร ปุปฺผํ" เป็นต้น. เรื่องตั้งขึ้นแล้วในกรุงราชคฤห์.

สมบัติของเศรษฐีไม่อำนวยประโยชน์แก่ใคร ๆ

ดังได้สดับมา ในที่ไม่ไกลแห่งกรุงราชคฤห์ ได้มีนิคม ชื่อสักกระ เศรษฐีคนหนึ่งชื่อโกสิยะ
มีความตระหนี่ มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ประจำอยู่ในนิคมนั้น. เขาไม่ให้แม้หยดน้ำมัน
(สักหยดเดียว) ด้วยปลายหญ้าแก่คนเหล่าอื่น. ทั้งไม่บริโภคด้วยตนเอง. สมบัติของเขานั้น
ไม่อำนวยประโยชน์แก่ปิยชนทั้งหลาย มีบุตรและภรรยาเป็นต้น ไม่อำนวยประโยชน์แก่
สมณะ และพราหมณ์ทั้งหลาย คงเป็นของไม่ได้ใช้สอย ตั้งอยู่เหมือนสระโบกขรณี
ที่ผีเสื้อน้ำหวงแหน ด้วยประการฉะนี้แล.

เศรษฐีอยากกินขนมเบื้องจนผอม

วันหนึ่ง เวลาจวนสว่าง พระศาสดาเสด็จออกจากสมาบัติ อันประกอบด้วยความกรุณาใหญ่
ทรงตรวจดูหมู่สัตว์ ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ ที่พอแนะนำ ในการตรัสรู้ได้ในสกลโลกธาตุ
ได้ทรงเห็นอุปนิสัยโสดาปัตติผลของเศรษฐีพร้อมทั้งภรรยา ซึ่งอยู่ในที่สุดแห่งที่ ๔๕ โยชน์.

ก็ในวันก่อนแต่วันนั้น เศรษฐีนั้นไปสู่พระราชมนเทียร เพื่อบำรุงพระราชา
ทำการบำรุงพระราชาแล้ว กลับมา เห็นคนบ้านนอกคนหนึ่งถูกความหิวครอบงำ
กำลังกินขนมกุมมาส (ขนมเบื้อง) ให้เกิดความกระหายในขนมนั้นขึ้น ไปสู่เรือนของตนแล้ว
คิดว่า "ถ้าเราบอกว่าเราอยากกินขนมเบื้อง ไซร้, คนเป็นอันมากก็จัก(พากัน) อยากกิน
กับเรา, เมื่อเป็นอย่างนั้น วัตถุเป็นอันมาก มีงา ข้าวสาร เนยใส น้ำอ้อย เป็นต้น ของเรา
ก็จักถึงความหมดไป. เราจักไม่บอกแก่ใคร ๆ" ดังนี้แล้ว อดกลั้นความอยากเที่ยวไป

เมื่อเวลาล่วงไป ๆ เขาผอมเหลือง ลงทุกที มีตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น, แต่นั้น ไม่สามารถ
จะอดกลั้นความอยากไว้ได้ เข้าห้องแล้วนอนกอดเตียง. เขาแม้ถึงความทุกข์อย่างนี้
ก็ยังไม่บอกอะไร ๆ แก่ใคร ๆ เพราะกลัวเสียทรัพย์.

ภรรยาเศรษฐีทอดขนมเบื้อง

ลำดับนั้น ภรรยาเข้าไปหาเขาลูบหลังถามว่า "ท่านไม่สบายหรือ ? นาย."
เศรษฐี: ความไม่สบายอะไร ๆ ของฉันไม่มี.
ภรรยา: ก็พระราชากริ้วท่านหรือ ?
เศรษฐี: ถึงพระราชาก็ไม่กริ้วฉัน.
ภรรยา: เมื่อเป็นเช่นนั้น ความไม่พอใจอะไร ๆ ที่พวกลูกชาย ลูกหญิง หรือปริชน
มีทาส กรรมกรเป็นต้นกระทำแก่ท่าน มีอยู่หรือ ?
เศรษฐี: แม้กรรมเห็นปานนั้นก็ไม่มี.
ภรรยา: ก็ท่านมีความอยากในอะไรหรือ
แม้เมื่อภรรยากล่าวอย่างนั้น เขาก็ไม่กล่าวอะไร คงนอนเงียบเสียงเพราะกลัวเสียทรัพย์

ลำดับนั้น ภรรยากล่าวกะเขาว่า "บอกเถิด นาย, ท่านอยากอะไร ?"
เขาเป็นเหมือนกลืนคำพูดไว้ ตอบว่า "ฉันมีความอยาก."
ภรรยา: อยากอะไร ? นาย.
เศรษฐี: ฉันอยากกินขนมเบื้อง.
ภรรยา: เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไม ท่านไม่บอกแก่ดิฉัน. ท่านเป็นคนจนหรือ ?
บัดนี้ ดิฉันจักทอดขนมเบื้องให้พอแก่คนที่อยู่ในสักกรนิคม ทั้งสิ้น.
เศรษฐี: ประโยชน์อะไรของเธอด้วยคนพวกนั้น, พวกเขาทำงานของตน ก็จักกิน(ของตน)
ภรรยา: ถ้ากระนั้น ดิฉันจักทอดขนมเบื้องให้พอแก่คนที่อยู่ในตรอกเดียวกัน.
เศรษฐี: ฉันรู้ความที่เธอเป็นคนรวยทรัพย์ละ.
ภรรยา: ดิฉันจะทอดให้พอแก่คนทั้งหมด (ที่อยู่) ในที่ใกล้เรือนนี้.
เศรษฐี: ฉันรู้ความที่เธอเป็นคนมีอัธยาศัยกว้างขวางละ.
ภรรยา: ถ้ากระนั้น ดิฉันจะทอดให้พอแก่ชนสักว่าลูกเมียท่านเท่านั้นเอง.
เศรษฐี: ประโยชน์อะไรของเธอด้วยคนพวกนั้น.
ภรรยา: ก็ดิฉันจะทอดให้พอแก่ท่านและดิฉันหรือ ?
เศรษฐี: เธอจักทำ ทำไม ?
ภรรยา: ถ้ากระนั้น ดิฉันจะทอดให้พอแก่ท่านผู้เดียวเท่านั้น.
เศรษฐี: เมื่อเธอทอดขนมที่นี้ คนเป็นจำนวนมากก็ย่อมหวัง(ที่จะกินด้วย) เธอจงเว้นข้าวสาร
(ที่ดี)ทั้งสิ้น ถือเอาข้าวสารหัก และเชิงกรานและกระเบื้อง และถือเอาน้ำนม เนยใส น้ำผึ้ง
และน้ำอ้อย หน่อยหนึ่งแล้ว ขึ้นไปชั้นบนแห่งปราสาท ๗ ชั้น แล้วทอดเถิด,
ฉันคนเดียวเท่านั้น จักนั่งกิน ณ ที่นั้น.
นางรับคำว่า "ดีละ" แล้วให้ทาสีถือสิ่งของที่ควรถือ เอาขึ้นไปสู่ปราสาท แล้วไล่ทาสีไป
ให้เรียกเศรษฐีมา.

เศรษฐีนั้นปิดประตูใส่ลิ่มและสลักทุกประตูตั้งแต่ประตูแรกมา แล้วขึ้นไปยังชั้นที่ ๗ ปิดประตู
แล้วนั่ง ณ ชั้นแม้นั้น. ฝ่ายภรรยาของเขาก็ติดไฟที่เชิงกราน ยกกระเบื้องขึ้นตั้ง แล้วเริ่มทอดขนม.

พระมหาโมคคัลลานะไปทรมานเศรษฐี

ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสเรียกพระมหาโมคคัลลานเถระมาแต่เช้าตรู่ ตรัสว่า "โมคคัลลานะ
ในสักกรนิคม (ซึ่งตั้งอยู่) ไม่ไกลกรุงราชคฤห์ เศรษฐีผู้มีความตระหนี่นั่นคิดว่า
'เราจักกินขนมเบื้อง' จึงให้ภรรยาทอดขนมเบื้องบนปราสาท ๗ ชั้น เพราะกลัวคนเหล่าอื่นเห็น,
เธอจงไป ณ ที่นั้นแล้วทรมานเศรษฐี ทำให้สิ้นพยศ (นิพฺพิเสวนํ แปลตามศัพท์ว่า
มีความเสพผิดออกแล้ว) ให้ผัวเมียแม้ทั้งสองถือขนม และน้ำนม เนยใส น้ำผึ้งและน้ำอ้อย
แล้วนำมายังพระเชตวันด้วยกำลังของตน; วันนี้เรากับภิกษุ ๕๐๐ รูปจักนั่งในวิหาร นั่นแหละ,
จักทำภัตกิจด้วยขนมเท่านั้น."

แม้พระเถระ ก็รับพระดำรัสของพระศาสดาว่า "ดีละ พระเจ้าข้า" แล้วไปยังนิคมนั้น
ด้วยกำลังฤทธิ์ทันทีทีเดียว เป็นผู้นุ่งห่มเรียบร้อย ได้ยืนอยู่ที่ช่องสีหบัญชร (ศัพท์ว่า
"สีหบัญชร" หมายความว่า หน้าต่างมีลูกกรง แปลตามศัพท์ว่า "หน้าต่างมีสัณฐานประดุจ
กรงเล็บแห่งสีหะ".) แห่งปราสาทนั้น เหมือนรูปแก้วมณีลอยเด่น อยู่กลางอากาศเทียว.

เพราะเห็นพระเถระนั้นแล ดวงหทัยของมหาเศรษฐี ก็สั่นสะท้าน เขาคิดว่า "เรามาที่นี่
เพราะกลัวบุคคลทั้งหลายผู้มีรูป อย่างนี้นั่นแล, แต่สมณะนี้ยังมายืนอยู่ที่ช่องหน้าต่างได้"

เมื่อไม่เห็นเครื่องมือที่ตนควรจะฉวยเอา เดือดดาลทำเสียงตฏะ ๆ ประดุจก้อนเกลือ
ที่ถูกโรยลงในไฟ จึงกล่าวอย่างนั้นว่า "สมณะ ท่านยืนอยู่ในอากาศ จัก ได้อะไร ?
แม้จงกรมแสดงรอยเท้าในอากาศซึ่งหารอยมิได้อยู่ ก็จักไม่ได้ เหมือนกัน."
พระเถระจงกรมกลับไปกลับมาในที่นั้นนั่นแล.

เศรษฐี กล่าวว่า "ท่านจงกรมอยู่จักได้อะไร ? แม้นั่งด้วยบัลลังก์(นั่งขัดสมาธิ) ในอากาศ
ก็จักไม่ได้เช่นกัน." พระเถระจึงนั่งคู้บัลลังก์.

ลำดับนั้น เศรษฐีกล่าวกะท่านว่า "ท่านนั่งในอากาศ จักได้ อะไร ? แม้มายืนที่ธรณี
หน้าต่างก็จักไม่ได้." พระเถระได้ยืนอยู่ที่ธรณี(หน้าต่าง)แล้ว.

ลำดับนั้น เขากล่าวกะท่านว่า "ท่านยืนที่ธรณี(หน้าต่าง)จักได้อะไร ?
แม้บังหวนควันแล้ว ก็จักไม่ได้เหมือนกัน." แม้พระเถรก็บังหวนควัน.

ปราสาททั้งสิ้นได้มีควันเป็นกลุ่มเดียวกัน. อาการนั้น ได้เป็นเหมือนเวลาเป็นที่แทงตาทั้งสอง
ของเศรษฐีด้วยเข็ม เศรษฐีไม่กล่าวกะท่านว่า "แม้ท่านให้ไฟโพลงอยู่ก็จักไม่ได้"
เพราะกลัวไฟไหม้เรือน แล้วคิดว่า "สมณะนี้ จักเป็นผู้เกี่ยวข้องอย่างสนิท ไม่ได้แล้ว
จักไม่ไป, เราจักให้ถวายขนมแก่ท่านชิ้นหนึ่ง" แล้วจึงกล่าวกะภรรยาว่า
"นางผู้เจริญ เธอจงทอดขนมชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งให้แก่สมณะแล้ว จงส่งท่านไปเสียเถอะ."

นางหยอดแป้งลงในถาดกระเบื้อง นิดเดียว. (แต่)ขนม(กลาย)เป็นขนมชิ้นใหญ่ ได้พองขึ้น
เต็ม ทั่วทั้งถาด ตั้งอยู่แล้ว. เศรษฐีเห็นเหตุนั้น กล่าวว่า "(ชะรอย) หล่อนจักหยิบแป้ง
มากไป" ดังนี้แล้ว ตักแป้งหน่อยหนึ่งด้วยมุมทัพพีแล้ว หยอดเองทีเดียว.
ขนมเกิดใหญ่กว่าขนมชิ้นก่อน. เศรษฐีทอด ขนมชิ้นใด ๆ ด้วยอาการอย่างนั้น,
ขนมชิ้นนั้น ๆ ก็ยิ่งใหญ่โตทีเดียว. เขาเบื่อหน่าย จึงกล่าวกะภรรยาว่า "นางผู้เจริญ
เธอจงให้ขนมแก่สมณะนี้ชิ้นหนึ่งเถอะ."

เมื่อนางหยิบขนมชิ้นหนึ่งจากกระเช้า, ขนมทั้งหมดก็ติดเนื่องเป็นอันเดียวกัน.
นางจึงกล่าวกะเศรษฐีว่า "นาย ขนมทั้งหมดติดเนื่องเป็นอันเดียวกันเสียแล้ว.
ดิฉันไม่สามารถทำให้แยกกันได้." แม้เขากล่าวว่า "ฉันจักทำเอง." แล้วก็ไม่อาจทำได้.
ถึงทั้งสองคน จับที่ริม(แผ่นขนม) แม้ดึงออกอยู่ ก็ไม่อาจให้แยกออกจากกันได้เลย.

ครั้นเมื่อเศรษฐีนั้นปล้ำอยู่กับขนม(เพื่อจะให้แยกกัน), เหงื่อก็ไหลออกจากสรีระแล้ว
ความหิวกระหายก็หายไป. ลำดับนั้น เขากล่าวกะภรรยาว่า "นางผู้เจริญ ฉันไม่มีความ
ต้องการขนมแล้ว, เธอจงให้แก่สมณะเถิด." นางฉวยกระเช้าแล้วเข้าไปหาพระเถระ.
พระเถระแสดงธรรมแก่คนแม้ทั้งสอง, กล่าวคุณพระรัตนตรัย, แสดงผลทานที่บุคคลให้แล้ว
เป็นอาทิ ให้เป็นดังพระจันทร์ในพื้นท้องฟ้าว่า "ทานที่บุคคลให้แล้ว ย่อมมีผล.
ยัญที่บุคคลบูชา ย่อมมีผล." เศรษฐีฟังธรรมนั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส กล่าวว่า
"ท่านผู้เจริญ ท่านจงมานั่งฉันบนบัลลังก์นี้เถิด."

พระเถระนำเศรษฐีและภรรยาไปเฝ้าพระศาสดา

พระเถระกล่าวว่า "มหาเศรษฐี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่ง ในวิหารกับภิกษุ
๕๐๐ รูป ด้วยตั้งพระหฤทัยว่า จักเสวยขนม. เมื่อท่านมีความชอบใจ. เศรษฐี
ท่านจงให้ภรรยาถือเอาขนมและวัตถุอื่น มีน้ำนมเป็นต้น, พวกเราจักไปสู่สำนัก
ของพระศาสดา."
เศรษฐี: ก็บัดนี้ พระศาสดาประทับอยู่ ณ ที่ไหนเล่า ? ขอรับ.
พระเถระ: ประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ในที่สุดแห่งที่ ๔๕ โยชน์จากที่นี้ เศรษฐี
เศรษฐี: ท่านผู้เจริญ พวกเราจักไปสิ้นหนทางไกลมีประมาณเท่านี้ จะไม่ล่วงเลยเวลา
อย่างไร ?
พระเถระ: มหาเศรษฐี เมื่อท่านมีความชอบใจ, เราจักนำท่าน ทั้งสองไปด้วยกำลังของตน
หัวบันไดปราสาทของท่านจักมีในที่ของตน นี่เอง, แต่เชิงบันไดจักมีที่ซุ้มประตูพระเชตวัน,
เราจักนำไปสู่พระเชตวัน โดยกาลชั่วเวลาลงจากปราสาทชั้นบนไปยังชั้นล่าง.
เขารับว่า "ดีละ ขอรับ."
พระเถระทำหัวบันไดไว้ในที่นั้น นั่นเองแล้ว อธิษฐานว่า "ขอเชิงบันไดจงมีที่ซุ้มประตู
พระเชตวัน." บันไดก็ได้เป็นแล้วอย่างนั้นนั่นแล พระเถระให้เศรษฐีและภรรยา
ถึงพระเชตวัน เร็วกว่ากาลที่ลงไปจากปราสาท ชั้นบนลงไปยังชั้นล่าง.

สามีภรรยาแม้ทั้งสองคนนั้น เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว กราบทูลกาล. พระศาสดาเสด็จ
เข้าไปสู่โรงฉันแล้ว ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่เขาปูลาดไว้แล้ว พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์.
มหาเศรษฐีได้ถวายทักษิโณทก แก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข, ภรรยาใส่ขนม
ในบาตรของพระตถาคตเจ้าแล้ว แม้มหาเศรษฐีพร้อมด้วยภรรยา ก็บริโภคขนม
พอแก่ความต้องการ ความหมดสิ้นของขนมไม่ปรากฏเลย.

แม้เมื่อเขาถวายขนมแก่ภิกษุในวิหารทั้งสิ้นและ (ให้) แก่คนกินเดนทั้งหลายแล้ว
ความหมดสิ้นไป (แห่งขนม) ก็ไม่ปรากฏอยู่นั่นเอง. เขาทั้งสองจึงกราบทูล
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขนมหาถึงความ หมดไปไม่."
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ถ้ากระนั้น ท่านทั้งสองจงทิ้งเสียที่ซุ้มประตูพระเชตวัน"
เขาทั้งสองก็ทิ้งที่เงื้อมซึ่งไม่ไกลซุ้มประตู(พระเชตวัน). แม้ทุกวันนี้ ที่นั้น
ก็ยังปรากฏชื่อว่า "เงื้อมขนมเบื้อง."

มหาเศรษฐีพร้อมด้วยภรรยาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่งแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว. ในกาลจนอนุโมทนา สามีและภรรยา
แม้ทั้งสองดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ถวายบังคมพระศาสดา ขึ้นบันไดที่ซุ้มประตู
(พระเชตวัน) แล้วสถิตอยู่ที่ปราสาทของตนทีเดียว ตั้งแต่นั้นมาเศรษฐีได้เกลี่ยทรัพย์
จำนวน ๘๐ โกฏิ ในพระพุทธศาสนานั่นแหละ.

พวกภิกษุสรรเสริญพระมหาโมคคัลลานะ

ในเวลาเย็นวันรุ่งขึ้น พวกภิกษุประชุมกันในโรงธรรม นั่งกล่าว คุณกถาของพระเถระว่า
"ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จงดูอานุภาพของพระมหาโมคคัลลานะ ท่านชื่อว่า
ไม่กระทบกระทั่งศรัทธา ไม่กระทบกระทั่งโภคะ ทรมานเศรษฐีผู้มีความตระหนี่
โดยครู่เดียว กระทำ ให้หมดพยศแล้ว ให้เขาถือขนมนำมาสู่พระเชตวัน กระทำไว้ตรง
พระพักตร์พระศาสดาแล้ว ให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล น่าอัศจรรย์ พระเถระมีอานุภาพมาก.

พระศาสดา ทรงสดับถ้อยคำของพวกภิกษุ ด้วยพระโสตธาตุอัน เป็นทิพย์ เสด็จมาแล้ว
ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่ง ประชุมด้วยเรื่องอะไรกันหนอ ?"
เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "ด้วย เรื่องชื่อนี้" จึงตรัสสรรเสริญพระเถระว่า
"ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาอัน ภิกษุผู้ทรมาน ไม่กระทบกระทั่งศรัทธา
ไม่กระทบกระทั่งโภคะ ไม่ให้ สกุลชอกช้ำ ไม่เบียดเบียน(สกุล) เป็นดุจแมลงภู่
เคล้าเอาละอองจาก ดอกไม้ เข้าไปหา(สกุล) แล้ว ควรให้รู้พุทธคุณ,
โมคคัลลานะ บุตรของเราก็เป็นเช่นนั้น" ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า:-


ยถาปิ ภมโร ปุปฺผํ วณฺณวนฺตํ อเหยํ ปเลติ รสมาทาย เอวํ คาเม มุนี จเร.
"มุนีพึงเที่ยวไปในบ้าน เหมือนแมลงภู่ไม่ยัง ดอก สี และกลิ่นให้ชอกช้ำ ถือเอาแต่รสแล้วบิน รูปฉะนั้น."

จาก พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒ ตอนที่ ๒
คาถาธรรมบท ปุปผวรรคที่๑ ๔

Comment

Comment:

Tweet

นั่งดู Entry เก่าๆ เลยได้อ่านนิทานก่อนนอน
ขอบคุณค่ะ big smile