ดูจิต : ดูอะไร



โดยคุณ สันตินันท์ วัน พุธ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2543 09:46:56

วันนี้เป็นวันครบรอบ 18 ปี ที่ผมได้ไปศึกษาธรรมกับ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ตลอด 18 ปีมานี้ ไม่มีวันใดเลย ที่ผมไม่ได้ทำตามคำสอนของท่าน

และไม่มีวันใดเลย ที่จะไม่ระลึกถึงท่านด้วยความเคารพนอบน้อม



โอวาทธรรมที่ท่านสอนให้คราวนั้นก็คือ อริยสัจจ์แห่งจิต

ความว่า

จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย

ผลอันเกิดจากจิตส่งออกนอก เป็นทุกข์

จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค

ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นนิโรธ



ทุกวันนี้ มีผู้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางที่ท่านสอนกว้างขวางมากขึ้นตามลำดับ

หลายคนที่เพียงเริ่มปฏิบัติไม่นานก็ได้พบว่า

ชีวิตจิตใจของตนได้พบความสงบสุข อันเนื่องมาจากความรู้เท่าทันกิเลสตัณหา

ผู้ไม่เคยมีศีล ก็มีศีลโดยอัตโนมัติ

ผู้ไม่เคยมีสมาธิ ก็มีสมาธิโดยอัตโนมัติ

ผู้ไม่มีปัญญา ก็มีปัญญาประจักษ์ถึงความเกิดดับของอารมณ์ทั้งปวง ต่อหน้าต่อตา

ล้วนเป็นพยานยืนยันในคำสอนของท่าน ที่หนักแน่นมั่นคงยิ่งกว่าคำโฆษณาใดๆ



************************************



เมื่อกล่าวถึงการดูจิตแล้ว นักดูจิตน้องใหม่มักจะสงสัยและถามกันมากว่า

การดูจิตนั้น แท้ที่จริงคือการดูอะไร

เพราะจิตนั่นแหละเป็นผู้รู้ จะใช้ผู้รู้ ูไปดูผู้รู้ ได้อย่างไรกัน



กระทั่งผู้ฝึกหัดปฏิบัติไปบ้างแล้ว หากยังไม่ "เข้าใจ"

(คือรู้ด้วยจิตด้วยใจตนเอง ไม่ใช่รู้ด้วยสมองหรือสัญญาความจำ)

บางครั้งก็ยังอาจสับสนขึ้นเป็นคราวๆ ได้ว่า

ที่ตนดูอยู่นั้น ถูกต้องแล้วหรือยัง



ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อช่วยทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดูจิตให้ชัดเจนขึ้น

โดยมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่บรรดาน้องใหม่ทั้งหลาย

ส่วนรุ่นพี่ที่แก่วัด(หมายถึงชำนาญการวัดจิตใจตนเอง) แล้ว

ถือว่าเป็นของอ่านเล่นก็แล้วกันครับ



***********************************



สรุปย่อเกี่ยวกับขั้นตอนของการดูจิต



สิ่งที่เราต้องรู้ ต้องดู ในระหว่างการปฏิบัติธรรม

ประกอบด้วย 1. อารมณ์(ของจิต) 2. อาการ(ของจิต) และ 3. จิต



เริ่มต้นด้วยการรู้ อารมณ์ ที่กำลังปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

อารมณ์นั้น ได้แก่รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัสทางกาย และธัมมารมณ์หรืออารมณ์ทางใจ

เมื่อรู้อารมณ์แล้ว จะเห็นชัดเจนว่า อารมณ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

และเมื่ออารมณ์เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป นั้น

จิตจะมี อาการ หรือมีปฏิกิริยาต่อการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของอารมณ์อยู่เสมอ

เป็นความยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง เป็น "กลาง" บ้าง

เมื่อยินดี จิตก็ทะยานออกไปยึดถือเป็นเจ้าของอารมณ์นั้นๆ

เมื่อยินร้าย จิตก็ทะยานออกไปปฏิเสธอารมณ์นั้นๆ

เมื่อเป็น "กลาง" จิตก็ยังหลงอยู่ในความเป็นเราของจิต



ผู้ปฏิบัติต้องรู้ทันอาการของจิตตามความเป็นจริง

ซึ่งอาการเหล่านี้ ล้วนแต่เป็น อารมณ์ทางใจ

ที่เกิดต่อเนื่องจากการรู้อารมณ์ในเบื้องต้นนั่นเอง



เมื่อรู้ความยินดียินร้ายด้วยจิตที่เป็นกลางแล้ว

ความยินดียินร้ายจะดับไป เหมือนกับอารมณ์อื่นๆ นั่นเอง

กระทั่งความเป็น "กลาง" จอมปลอม ก็จะถูกทำลายไป

จิตก็จะเข้าถึงธรรมชาติรู้ที่เป็นกลาง

ก็ให้ผู้ปฏิบัติ รู้อยู่ที่ จิต หรือธรรมชาติรู้ที่เป็นกลางนั่นเอง



ถัดจากนั้นก็ไม่ต้องทำอะไรให้วุ่นวายอีก

ให้จิตรู้อารมณ์ด้วยความเป็นกลางไปตามธรรมชาติธรรมดา

โดยไม่หลงใหล หรือหลง "ไหล" ไปตามมายาของกิเลส คือไม่ส่งออกนอก

แล้วจิตก็จะเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งไปตามลำดับ

อย่างอื่น ก็จะรู้เองเป็นเองโดยไม่ต้องถามใคร



น้องใหม่ทั้งหลาย อ่านเท่านี้ก็พอครับ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

สาธุ สาธุ เมื่อจิตดิ่งเข้าสู่กลางของกลาง เราก็จะพานพบกับผู้รู้ภายใน ผู้ซึ่งรู้แจ้งทุกสรรพสิ่ง และชี้ทางสว่างในชีวิตแก่เรา ความเป็นจริงแห่งการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของจักรวาล จะปรากฎ ทำให้เราประคองตนให้ตั้งมั่นในศีล ให้ทานเป็นนิจ หมั่นภาวนาทุกวัน ไม่ขาด นำมาสู่สันติภาพในใจ และสันติภาพโลก

สาธุ ค่ะ

#2 By (118.172.107.130) on 2008-02-19 20:43