Custom Search

 

 

        หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช เคยบอกเอาไว้ว่า ฆารวาสมีจุดอ่อนที่ความต่อเนื่องของการปฏิบัติ ซึ่งก็จริงอย่างที่ท่านว่า เพราะหลายๆคนพอขยันก็ทำ พอขี้เกียจก็เลิก สุดท้ายเลยไม่เอาดีกว่าทำมาตั้งนานไม่เห็นได้ผลอะไรเลย 

        ส่วนตัวของผมเองมองย้อนกลับไปถึงกัลยาณมิตรหลายๆท่าน ที่ปฏิบัติแล้วได้ผลดี นั่นเป็นเพราะว่าท่านเหล่านั้น ไม่ว่าจะขี้เกียจหรือขยันก็ทำก็ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ส่วนผู้ที่ทำๆหยุดๆ พอทำแล้วไม่ได้ผลก็หาว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องที่ไม่มีจริงลองทำแล้วไม่เห็นจะได้อะไรเลย  ยกตัวอย่างบุรุษผู้นำไม้แห้งมาสีให้เกิดไฟ พอทำไปได้สักพักก็หยุด แล้วนำมาสีใหม่  สีไปจนตายคงไม่สามารถเกิดไฟได้ เพราะความร้อนไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดไฟ แล้วมาโพนทนาว่าการนำไม้มาสีให้เกิดไฟเป็นเรื่องเหลวไหล

        ดังนั้นพวกเรามาตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องกันเถอะ เลือกวิธีที่ชอบได้ตามใจ ท่านถนัดวิธีไหนก็ เลือกวิธีนั้น ไม่จำเป็นจะต้องดูจิตก็ได้  เพราะแนวทางที่เหมาะสมกับแต่ละจริต แต่ละคน ย่อมแตกต่าง แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ ทำเหตุให้เหมาะสมกับผลเมื่อไหร่ก็คงได้รับผลเมื่อนั้น ซึ่งเวลาคงไม่สามารถกำหนดให้แน่ชัดได้

        หากใครที่คิดว่ารอเอาไว้ว่างก่อนค่อยทำ หรือ รอลางานเพื่อไปปฏิบัติที่วัดห้าวันเจ็ดวัน ท่านเหล่านั้นกำลังประมาท เพราะชีวิตไม่แน่ไม่นอน จะตายวันตายพรุ่งยังไม่รู้เลย บางคนว่างที่จะไปอยู่วัดแค่ปีละเจ็ดวัน แล้วปล่อยให้เวลา สามร้อยกว่าวันในหนึ่งปีผ่านไปอย่างน่าเสียดาย อย่ากระนั้นเลยหากเห็นภัยแห่งสังสารวัฎแล้ว จงพากันเร่งความเพียรเถิด

 

ปล.1  แต่ก่อนลงมือปฏิบัติควรศึกษาแนวทางที่ไม่ออกนอกลู่นอกทางจากคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะหากเราเดินผิดทางคงไปไม่ถึงจุดหมายเป็นแน่แท้ 

        เครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจว่าแนวทางนั้นถูกต้องตามคำสอนหรือไม่ ให้เทียบเคียงวิธีการปฏิบัตินั้นๆกับพระไตรปิฏก หากคำสอนหรือแนวทางนั้นไม่ขัดกับพระไตรปิฏกก็น่าจะเป็นแนวทางที่น่าเชื่อถือได้ และที่สำคัญคือการสังเกตุผลที่ได้จากการปฏิบัติ ซึ่งคงต้องสังเกตุด้วยตัวเองว่าทำไปแล้วละ ลด เลิก หรือรู้เท่าทันกิเลศบ้างหรือไม่ หากทำแล้วมีแต่เพิ่มพูนกิเลศ ก็น่าจะเป็นแนวทางที่ผิดเพี้ยน

 

ปล.2 บทความนี้เขียนด้วยความเห็นส่วนตัว อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ซึ่งท่านทั้งหลายต้องพิจารณาเอง

 

        

 

 

        ธรรมใดๆก็ไร้ค่าถ้าไม่ทำ คำๆนี้ให้ความหมายที่กินใจเหลือเกิน ผ่านมาเป็นปีแล้วที่เริ่มฝึก ดูจิต ตามแนวของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช (สวนสันติธรรม)  ก่อนหน้านี้เคยฝึกมาแล้วหลายๆแนว แต่อาจจะเป็นเพราะความขี้เกียจหรืออาจจะทำไม่ต่อเนื่องเลยไม่เห็นความก้าวหน้าของการปฏิบัติธรรม แต่พอมาฝึกการดูจิต ทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของอะไรหลายๆอย่าง ซึ่งเป็นสภาวะที่เป็นปัจจัตตัง

         หลังจากเฝ้าทบทวนอะไรหลายๆอย่างว่าทำไมเราถึงเห็นถึงความก้าวหน้าในการฝึกดูจิต คำตอบที่ได้ก็คือ ความต่อเนื่องของการฝึกฝน เนื่องจากการดูจิตสามารถทำได้เกือบตลอดเวลา ยกเว้นเวลาทำงานที่ต้องใช้ความคิด และตั้งแต่ที่เริ่มฝึกมาก็ดูมาเรื่อยๆทุกวัน เลยทำให้ประจักษ์ถึงคำพระท่านว่า "ธรรมใดๆก็ไร้ค่าถ้าไม่ทำ" หากเรามัวแต่อ่าน มัวแต่คิด ไม่ลงมือทำ คงไม่มีวันประสบผลสำเร็จ 

         ดังนั้นขอชาวเราทั้งหลายที่ได้สดับธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นบทใด หัวข้อใด ให้เลือกรูปแบบ วิธีการที่ท่านชอบ (ไม่จำเป็นต้องดูจิตก็ได้) และเริ่มลงมือทำเสียตั้งแต่วันนี้เถิด เพื่อประโยชน์สุขของตัวท่านเองในวันข้างหน้า

 

 

 

 

              วันศุกร์ที่ 11/09/2552 ผมออกเดินทางไปสวนสันติธรรมกับภรรยาแต่เช้า พอไปถึงก็นำนมเปรี้ยวและนมถั่วเหลืองจัดใส่ถาดไปเตรียมถวายพระ เจ็ดโมงครึ่งหลวงพ่อเริ่มเทศน์ นั่งฟังไปด้วยใจชื่นบาน ทั้งๆที่ก่อนหลวงพ่อจะเริ่มเทศน์รู้สึกง่วงๆ  หลวงพ่อท่านเทศน์สอนได้ลึกซึ้งจริงๆ ฟังไปพิจารณาไป และดูความเผลอความเพ่งไป จิตใจสงบดีมากๆ พอแปดโมงหลวงพ่อก็หยุดเทศน์ให้โยมไปทานข้าว

             แปดโมงสี่สิบห้า หลวงพ่อเริ่มให้โยมที่ไปปฏิบัติธรรมที่วัดส่งการบ้านก่อน จากนั้นก็ให้คนอื่นๆยกมือส่งการบ้าน วันนี้ฟังโยมส่งการบ้านแล้วฮึกเหิมเป็นพิเศษ เพราะมีคนที่ปฏิบัติแล้วได้ผลดีมาส่งการบ้านเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคุณ "วันชัย" ฟังเขาส่งการบ้านแล้วขนลุก(บอกตามตรงว่าต้องมานั่งดูจิตที่แอบอิจฉาอยู่ลึกๆ)

              หลวงพ่อตรวจการบ้านจนถึงรอบสุดท้ายท่านบอกว่า รอบสุดท้ายได้อีกสองสามคน ผมจึงตัดสินใจยกมือส่งการบ้านบ้าง(ไม่ได้ส่งมาสี่เดือนแล้ว) หลวงพ่อเรียกคนที่หนึ่ง สอง แล้วมองหน้าผม แล้วบอกว่าคุณไม่ติดปัญหาอะไร ยังไม่ต้องส่ง แล้วจึงไปเรียกคนที่สามต่อ  วันนี้ไม่นึกเสียใจที่ไม่ได้ส่งการบ้าน เพราะรู้ตัวดีว่าไม่ได้ติดปัญหาอะไรเหมือนที่หลวงพ่อท่านบอก พอหลวงพ่อตรวจการบ้านเสร็จก็ให้โยมกลับบ้าน แต่ได้เรียกคุณวันชัย เข้าไปแนะนำเพิ่มเติมอีกนานพอสมควร

             ขากลับขับรถมาแล้วก็นั่งคุยธรรมะกับภรรยา ซึ่งผมจะเล่าเกร็ดชีวะประวัติของครูบาอาจารย์สายวัดป่าให้เธอฟัง เพื่อเป็นกำลังใจให้เธอได้เริ่มปฏิบัติธรรมเสียที ผมได้บอกเธอว่าชาตินี้เธอมีบุญมากที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา ได้ศรัทธาในพระศาสนา และได้พบครูบาอาจารย์ หากเธอประมาทไม่เริ่มทำเสียตั้งแต่วันนี้ก็เท่ากับเธอทิ้งโอกาสอันดีเสียแล้ว

 

              เช้าวันที่ 12/09/2552 ภรรยาผมตื่นแต่เช้ามาหุงข้าวทำกับข้าว และแอบมากระซิบบอกผมว่า เมื่อคืนเธอฝึกนอนดูจิต แล้วเธอเห็นสภาวะต่างต่างของจิตเกิดขึ้น เห็นจิตมันทำงาน เห็นมันคิดๆๆๆๆ แล้วก็มีตัวหนึ่งมาห้ามความคิดบอกว่าอย่าคิดนะ เธอพยายามไม่ห้ามความคิด แต่ก็บังคับมันไม่ได้ เลยทำให้เธอปวดหัว  ผมหัวเราะน้อยๆแล้วบอกเธอว่า ค่อยๆทำไป ค่อยๆดูไป  เห็นไหมว่าจิตมันทำงานเอง เราไม่อยากให้มันมาห้ามความคิดมันก็มาห้ามของมันเอง เราก็ดูมันไป ถ้าเราโกรธที่เราห้ามมันไม่ได้เราก็ตามรู้ตามดูความโกรธไปเรื่อยๆ ค่อยๆทำไปถ้าเริ่มปวดหัว ก็หยุดซะไปดูหนังฟังเพลงให้สบายอารมณ์แล้วค่อยตามรู้ตามดูเอา   จากนั้นเธอก็บอกผมว่าเดี๋ยวเรามานั่งสมาธิด้วยกันนะ เธออยากให้ผมนั่งสมาธิอยู่ข้างๆเธอ เพราะเธอเคยมีปะสบการณ์สมัยเป็นนักเรียน คือ อาจารย์พาไปเข้าค่ายวิปัสนาที่วัดเขาสุกิม ตอนนั่งสมาธิ เธอเห็นตัวเองลอยสูงขึ้นจนถึงเพดาน พอมองลงมาข้างล่างเห็นตัวเองนั่งอยู่ จึงทำให้รู้สึกกลัวว่าจะเข้าร่างไม่ได้ จากนั้นเธอก็ไม่นั่งสมาธิอีกเลย

            

             ในที่สุดความพยายามของผมก็บรรลุผลสำเร็จ ผมพยายามพาเธอปฏิบัติธรรมมานานร่วมหกปีได้ มาวันนี้ภรรยาผมเริ่มอยากปฏิบัติธรรมแล้ว และเธอได้เริ่มก้าวเดินสู่หนทางที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บอกเอาไว้ จุดเริ่มต้นแห่งการเดินทางของเธอได้เริ่มขึ้นแล้ว กล้าไม้ของหลวงพ่อได้เกิดขึ้นมาอีกหนึ่งต้นแล้ว

             นี่จึงเป็นที่มาของหัวข้อบันทึกในวันนี้ "ความสำเร็จและจุดเริ่มต้น"

 

ปล.

- สิบนิ้วขอนอบนอบกราบกรานแทบเบื้องพระบาทของพระพุทธเจ้าที่ได้นำหนทางแห่งความพ้นทุกข์มาสอนสั่ง

- ต้องกราบขอบพระคุณหลวงพ่อปราโมทย์  ปาโมชฺโช ที่ได้นำธรรมมะของพระพุทธเจ้ามารินรดให้บรรดาต้นกล้าทั้งหลายที่ท่านเพียรปลูกเพียรฟูมฟัก

- ต้องขอขอบคุณคุณวันชัยที่ส่งการบ้านอันลึกซึ้ง ทำให้ภรรยาผมอยากได้รับความสุขจากธรรมมะอันลึกซึ้งเช่นนั้นบ้าง

 

 

edit @ 12 Sep 2009 11:54:14 by Nirvana