บันทึกการเดินทาง สู่ดินแดนที่ไปแล้วไม่กลับ(03/07/2551)
posted on 03 Jul 2008 10:54 by anucsf in Diaryบันทึกการเดินทาง สู่ดินแดนที่ไปแล้วไม่กลับ(03/07/2551)
รูปภาพนำมาจาก http://community.buddhayan.com/index.php?topic=722.msg3014
ตอนแรกว่าจะพักการเขียนบันทึกไว้ก่อน เพราะกลัวว่าบางอย่างที่เขียนไปอาจจะไม่เหมาะสม เพราะสิ่งที่เขียนบันทึกก็เขียนตามสิ่งที่ได้ประสบมา ซึ่งบางอย่างก็ไม่มีคำอธิบาย หรือถ้าอธิบายสภาวะต่างๆอาจจะอธิบายได้ไม่ถูกต้องอันเนื่องมาจากผู้บันทึกมีความรู้น้อยด้อยปัญญา แต่มีพี่ซึ่งเป็นญาติธรรมท่านหนึ่งได้ขอร้องให้บันทึกการปฎิบัติธรรมเอาไว้บ้างซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันธรรมะซึ่งกันและกัน เอาเป็นว่าบันทึกเอาไว้อ่านเล่นๆเป็นนิทานก็แล้วกันครับ
เมื่อวันที่ 27/06/2551 ผมไปทำธุระที่จังหวัดชลบุรี ผมเลยถือโอกาสไปกราบหลวงพ่อปราโมทย์ที่สวนสันติธรรมในช่วงเช้า ธุระค่อยไปทำเอาช่วงบ่าย ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามที่ได้ไปกราบท่าน และวันนี้ตั้งใจจะมาส่งการบ้านด้วย (ส่งการบ้านคือเมื่อปฎิบัติแล้วเป็นอย่างไรบ้าง) ตอนเช้าที่นั่งฟังธรรมจิตจะตื่นตัวตลอดเวลา เพราะกลัวท่าน เนื่องจากนั่งอยู่แถวหน้าๆ จนบางทีเผลอไปเพ่งจ้อง จนท่านต้องเตือน พอท่านเตือนก็พยายามที่จะไม่เพ่ง แต่ยิ่งพยายามยิ่งเพ่ง จนท่านต้องให้คนที่นั่งข้างๆผมมาสะกิด หลังจากพระท่านฉันเช้าเสร็จ หลวงพ่อปราโมทย์ก็เริ่มสอนการดูจิตตอนเกือบๆจะ 9 โมง วันนั้นมีคนไปเยอะเลยต้องแย่งกันยกมือเพื่อส่งการบ้าน พอไมโครโฟน ส่งมาถึงผมแหมมันใจเต้นตุ๊บตั๊บ กลัวท่านก็กลัว ตอนแรกก็มอบกายถวายตัวเป็นศิษย์ของท่าน แล้วก็เล่าผลการปฎิบัติให้ท่านฟังว่า "เนื่องจากผมเป็นคนที่มีความรู้สึกทางกามราคะสูงมาก เกือบทุกวันตอนเย็นผมจะนอนดูจิตที่มีกามราคะเกิดขึ้น ดูมันไปเรื่อยๆจนเห็นมันดับลง และ ดูต่อไปอีกก็เห็นต่อไปว่ากามกิเลศไม่ได้หายไปใหนมันไปนอนนิ่งอยู่ที่ก้นบึ้งของหัวใจ เป็นสภาวะยิบๆยับๆ ซึ่งเป็นสภาวะที่ยังไม่ได้ปรุงเป็นความรู้สึก แต่หากมีสิ่งเร้ามากระตุ้นมันก็พร้อมที่จะเติบโตเป็นราคะต่อไป" ท่านก็เมตตาสั่งสอนวิธีการปฏิบัติให้ และชมว่าภานาได้ดี สิ่งที่เห็นยิบยับๆนั้นเป็นอนุสัยของกิเลศ พอท่านชมเท่านั้นแหละ กิเลศตัวที่ยึดถือตัวยึดถือตนมันก็โผล่ มันบอกว่าข้าดี ข้าเก่ง ตอนนั้นสติก็เกิด เห็นความคิดว่ามันคิดว่าตัวมันดีกว่าคนอื่น ก็เลยดูไปเรื่อยๆจนมันดับ จึงเห็นเลยว่าความมีตัวตนของตัวเองยังแรงกล้าอยู่ ทุกวันที่ดูจิตยังดูไม่ค่อยเห็นการยึดถือตัวยึดถือตนสักเท่าไหร่ อันที่จริงมันก็มีอยู่ตลอดนั่นแหละ แต่ดูไม่ทันเอง ก็นึกดีใจอยู่เหมือนกันที่วันนี้มันออกมาให้เราเห็นได้ทัน เพราะถ้าเราเห็นมันสักครั้งแล้ว ครั้งต่อๆไปพอมันเกิดขึ้นอีกก็จะเห็นได้ง่ายเพราะสติจะเกิดได้ก็เนื่องด้วย การจำสภาวะต่างๆที่เกิดได้แม่น(ที่เรียกว่าถิระสัญญา) เมื่อการยึดถือตัวตนมันโผล่มาให้เห็นจิตจำมันได้ ครั้งหน้าหากมันเกิดสภาวะแบบนี้อีกสติก็จะเกิดได้เอง ช่วงที่ฟังเทศตั้งแต่เช้าจนถึง 10 โมง สติเกิดบ่อยมาก แต่ที่หลวงพ่อท่านเน้นก็คือ การเห็นสภาวะต่างๆแบบซื่อๆ(ไม่เพ่งจ้อง) ซึ่งผมก็เกิดความสงสัยว่าการเห็นแบบซื่อๆมันเห็นยังไงกันแน่ สงสัยว่าสภาวะที่ตัวเองเห็นมันเป็นแบบซื่อๆหรือเปล่า แต่ก็ไม่ได้ถามท่านได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้
ตอนบ่ายแวะไปทำธุระที่ตัวเมืองชลบุรีกว่าจะกลับถึงบ้านที่อยู่จันทบุรีก็เกือบ 18.00 น. วันนี้เหนื่อยมากแต่ก่อนนอนก็นั่งสมาธิ พอเริ่มง่วงจึงเอนตัวลงนอน พอถึงตี 3 กว่าๆก็ตื่นขึ้นมา รู้สึกไม่ง่วงเลยไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าแล้วมานั่งสมาธิ และ ฟัง CD ของหลวงพ่อปราโมทย์ แผ่นที่ 22 นั่งไปได้สักพักรู้สึกว่าวันนี้มีสมาธิดี เกิดอาการของปีติ เช่น ตัวพองใหญ่ ตัวเล็กลง แต่ก็ไม่ได้สนใจก็นั่งไปสักพัก พอจิตเริ่มคลายจากสมาธิก็เริ่มง่วง ตอนแรกตั้งใจว่าจะเอนตัวลงนอน แต่ก็นึกถึงคำสอนของหลวงพ่อทีบอกว่าถ้ามันอยากนั่งให้มันนั่ง ถ้ามันอยากเดินให้มันเดิน แต่ถ้ามันอยากนอนให้นั่งหรือเดิน ผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนอิริยาบถให้หายง่วงแล้วมานั่งสมาธิต่อ พอนั่งไปจนตีสี่กว่าๆเริ่มขี้เกียจแล้วจึงเอนตัวลงนอน(ตอนนั้นยังเปิด CD อยู่) ก็นอนฟัง CD และดูจิตไปด้วยไม่นานก็เผลอหลับไป และอยู่ดีๆสติก็เกิดเองตอนหลับ เกิดความรู้สึกตัวโพลงขึ้นมาซึ่งขณะที่รู้สึกตัว มันเห็นว่าตอนที่เราหลับจิตมันฟุ้งกระจายเหมือนหมอกควัน พอรู้สึกตัวมันเหมือนเราพลิกหน้ามือเป็นหลังมือความฟุ้งซ่านหายไป เหลือแต่ความรู้สึกตัวแบบไม่เพ่งจ้อง สักพักมันก็หลับไป และรู้สึกตัวสลับกันไป จนเช้า อาการมันเหมือนเราเปิดปิดไฟ ตอนเผลอก็เหมือนปิดไฟ ตอนมีสติก็เหมือนเราเปิดไฟ ตอนที่สติเกิดมันรับรู้ด้วยว่ามีเสียงมากระทบหู แต่มันไม่แปลความหมาย มันรู้แค่ว่ามีเสียงมากระทบหูเท่านั้น
รุ่งเช้าตื่นด้วยความรู้สึกสดชื่นเหมือนได้พักผ่อนมาทั้งคืน มานั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นจึงถึงบางอ้อ ร้องอ๋อออกมาทันทีว่า การเห็นแบบซื่อๆ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
ข้อความต่อไปไม่แน่ใจว่าควรจะบันทึกไว้หรือเปล่ากลัวจะไม่เหมาะสม แต่ใหนๆก็เล่ามาแล้วก็ควรเล่าต่อ ถ้าไม่เหมาะสมประการใดก็ขออภัยไว้ ณ. ที่นี้ก็แล้วกันครับ ขอเล่าไว้เป็นข้อคิดเตือนใจตัวเองและท่านทั้งหลายก็แล้วกัน
เนื่องจากผมก็ยังเป็นปุถุชนคนธรรมดาที่มีครอบครัวแล้ว จึงยังมีการเสพกามตามประสาของชาวโลกอยู่ พอเสพกามเท่านั้นแหละครับ ที่เคยภาวนาดีๆ ก็เสื่อม จิตตกไปหลายวัน เห็นสภาวะต่างๆไม่ชัด สติไม่ค่อยเกิด ง่วงนอนมาก ทำสมาธิไม่ได้ จนผ่านไปสามถึงสี่วันค่อยดีขึ้น ทำให้เห็นโทษของกาม ว่าเป็นศัตรูกับการเจริญสติอย่างมาก แต่ก็ต้องยอมรับตามตรงว่ายังตัดไม่ขาด ทำให้นึกถึงคำพระท่านว่า
"หลุมนิดเดียวก้าวไม่ข้าม ตอแค่กำตัดไม่ขาด"
ขอยุติการบันทึกสำหรับวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อนครับ